เครื่องฟอกอากาศ 2026: เลือกยังไงให้สู้ฝุ่น PM2.5 ได้จริง

ทุกปีพอเข้าปลายฝนต่อต้นหนาว คำถามเดิมก็กลับมา — "ควรซื้อเครื่องฟอกอากาศยี่ห้อไหนดี" แต่คำถามนั้นไม่ใช่คำถามที่ตัดสินผลลัพธ์จริง ๆ คำถามที่ใช่คือ "เครื่องที่จะซื้อ แรงพอกับห้องของคุณหรือเปล่า" เพราะเครื่องดี ๆ ที่เล็กเกินห้องก็ฟอกไม่ทัน ส่วนเครื่องธรรมดาที่ขนาดพอดีกลับทำงานได้จริง
บทความนี้จะให้สูตรคำนวณที่ถูกต้อง เทียบสเปกเครื่องที่ขายในไทย 9 รุ่นแบบตัวเลขจริง แล้วชี้ให้เห็นว่า ตัวเลข "รองรับห้องกี่ตารางเมตร" ข้างกล่องนั้นเชื่อได้แค่ไหน — ซึ่งคำตอบน่าตกใจกว่าที่คิด
ฤดูฝุ่นรอบนี้ต่างจากเดิมยังไง
ภาพประกอบ: Chris Brown — CC BY-SA 3.0 (Wikimedia Commons)
ฝุ่น PM2.5 ในไทยไม่ได้มาแบบสุ่ม แต่มาเป็นฤดู โดยทั่วไปจะเริ่มหนักตั้งแต่ราวเดือนธันวาคมไปจนถึงเมษายน เพราะเป็นช่วงที่อากาศนิ่ง ลมสงบ ฝุ่นจากการจราจรและการเผาในที่โล่งจึงสะสมอยู่ในระดับต่ำแทนที่จะถูกพัดออกไป ภาคเหนือจะหนักกว่าภาคอื่นเพราะภูมิประเทศเป็นแอ่ง บวกกับหมอกควันข้ามแดน
ปี 2569 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการรับมือไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 โดยแบ่งเป็นช่วงเตรียมการและช่วงวิกฤต ครอบคลุมกรุงเทพฯ และปริมณฑล ภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันตก มาตรการที่ประกาศออกมามีทั้งการลดพื้นที่เผาในป่าและพื้นที่เกษตร การแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ผ่าน Cell Broadcast ด่านตรวจริมถนนในพื้นที่เสี่ยง และการจำกัดรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้าเมืองในช่วงวิกฤต
สิ่งที่ผู้อ่านควรอ่านออกจากข่าวนี้ไม่ใช่ "รัฐจะแก้ให้" แต่คือ ภาครัฐเองก็ประเมินว่าฤดูฝุ่นรอบนี้ยังต้องรับมือเต็มรูปแบบ การเตรียมบ้านให้พร้อมก่อนฝุ่นมาจึงยังเป็นเรื่องที่ต้องทำเอง และการซื้อเครื่องฟอกอากาศตอนที่ค่าฝุ่นขึ้นแดงแล้วมักจะเจอทั้งของขาดและราคาขึ้น
อยากรู้ว่าจังหวัดคุณตอนนี้ค่าฝุ่นเท่าไร ดูได้จาก หน้าเช็คค่าฝุ่น PM2.5 รายจังหวัด ซึ่งดึงค่าจากสถานีวัดจริงของกรมควบคุมมลพิษทุกชั่วโมง
ค่าฝุ่นเท่าไรถึงต้องเปิดเครื่อง
ก่อนจะเลือกเครื่อง ควรรู้ก่อนว่าตัวเลขที่เห็นแปลว่าอะไร มาตรฐาน PM2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมงของไทยที่ใช้อยู่ตั้งแต่ปี 2566 คือ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เกินกว่านี้ถือว่าเกินมาตรฐาน
| PM2.5 (มคก./ลบ.ม.) | ระดับ | ควรทำอะไร |
|---|---|---|
| 0–15 | ดีมาก | ใช้ชีวิตปกติ ไม่ต้องเปิดเครื่อง |
| 15.1–25 | ดี | ปกติ แต่กลุ่มเสี่ยงเริ่มสังเกตอาการตัวเอง |
| 25.1–37.5 | ปานกลาง | เริ่มเปิดเครื่องในห้องนอน ปิดหน้าต่าง |
| 37.5–75 | เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ | เปิดเครื่องต่อเนื่อง ลดกิจกรรมกลางแจ้ง |
| มากกว่า 75 | มีผลกระทบต่อสุขภาพ | ปิดบ้าน เปิดเครื่องตลอด ใส่หน้ากาก N95 เมื่อออกนอกบ้าน |
จุดที่คนมักเข้าใจผิดคือคิดว่าเครื่องฟอกอากาศมีไว้เปิดเฉพาะวันที่ฝุ่นแดง จริง ๆ แล้วประโยชน์สูงสุดอยู่ที่การ เปิดต่อเนื่องในห้องที่ปิดสนิท เพราะเครื่องต้องใช้เวลาหลายรอบกว่าจะดึงค่าฝุ่นในห้องลงมา เปิดตอนที่ฝุ่นขึ้นสูงแล้วค่อยเริ่มฟอกคือการเริ่มช้าไปหลายชั่วโมง
CADR คืออะไร และห้องคุณต้องใช้เท่าไรกันแน่
CADR (Clean Air Delivery Rate) คือปริมาตรอากาศสะอาดที่เครื่องผลิตได้ต่อชั่วโมง หน่วยเป็นลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง (ลบ.ม./ชม.) ค่านี้รวมทั้งแรงลมและประสิทธิภาพไส้กรองไว้ในตัวเลขเดียว จึงเป็นค่าเดียวที่ใช้เทียบข้ามยี่ห้อได้อย่างเป็นธรรม — ต่างจาก "กรองได้ 99.97%" ซึ่งบอกแค่คุณภาพไส้กรอง ไม่ได้บอกว่าเครื่องดูดอากาศผ่านไส้กรองได้เร็วแค่ไหน
สิ่งที่ต้องเข้าใจคู่กันคือ ACH (Air Changes per Hour) หรือจำนวนรอบที่อากาศทั้งห้องถูกฟอกใน 1 ชั่วโมง สมาคมผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านของสหรัฐฯ (AHAM) ใช้เกณฑ์ว่าปริมาตรห้องไม่ควรเกิน 12 เท่าของค่า CADR ซึ่งแปลงกลับมาได้เท่ากับ ราว 5 รอบต่อชั่วโมง — เป็นระดับที่ถือว่าฟอกได้จริงสำหรับคนที่เป็นภูมิแพ้หรืออยู่ในพื้นที่ฝุ่นสูง
จากตรงนี้คำนวณได้ตรง ๆ:
CADR ที่ต้องการ (ลบ.ม./ชม.) = จำนวนรอบต่อชั่วโมง × พื้นที่ห้อง (ตร.ม.) × ความสูงเพดาน (ม.)
บ้านและคอนโดไทยส่วนใหญ่เพดานสูงราว 2.4–2.5 เมตร แทนค่าลงไปที่ 5 รอบต่อชั่วโมงจะได้สูตรลัดว่า CADR ≈ 12 เท่าของพื้นที่ห้องเป็นตารางเมตร
| ขนาดห้อง | CADR ขั้นต่ำ (3 รอบ/ชม.) | CADR ที่แนะนำ (5 รอบ/ชม.) |
|---|---|---|
| ห้องนอนเล็ก 12 ตร.ม. | 90 | 150 |
| ห้องนอน 16 ตร.ม. | 120 | 200 |
| ห้องนอนใหญ่ 20 ตร.ม. | 150 | 250 |
| ห้องนอนใหญ่พิเศษ 25 ตร.ม. | 190 | 310 |
| ห้องนั่งเล่น 30 ตร.ม. | 225 | 375 |
| ห้องนั่งเล่นใหญ่ 40 ตร.ม. | 300 | 500 |
(คำนวณที่เพดาน 2.5 เมตร ปัดเป็นเลขกลม)
⚠️ ถ้าเคยอ่านสูตร "CADR ประมาณ 5 เท่าของพื้นที่ห้อง" ให้ทิ้งไปได้เลย — ตัวเลขนั้นให้ผลราว 2 รอบต่อชั่วโมงเท่านั้น ซึ่งน้อยเกินไปสำหรับช่วงฝุ่นหนัก ถ้าคุณกำลังซื้อเครื่องเพื่อสู้ PM2.5 จริงจัง ให้ยึด 5 รอบต่อชั่วโมงเป็นเป้า และใช้ 3 รอบเป็นขั้นต่ำที่ยอมรับได้เมื่องบจำกัด
ตัวเลข "รองรับห้อง X ตร.ม." ข้างกล่อง เชื่อได้แค่ไหน
นี่คือส่วนที่คุ้มที่สุดของบทความนี้ เราเอาสเปกที่ผู้ขายในไทยประกาศไว้ (ข้อมูล ณ กันยายน 2569) มาคำนวณย้อนกลับว่า ถ้ายึดเกณฑ์ 5 รอบต่อชั่วโมง เครื่องรุ่นนั้นรองรับห้องได้จริงกี่ตารางเมตร แล้ววางเทียบกับตัวเลขที่เขาโฆษณา
| รุ่น | ราคา (บาท) | CADR | ห้องที่โฆษณา | ห้องจริงที่ 5 รอบ/ชม. | โฆษณาเกินจริงกี่เท่า |
|---|---|---|---|---|---|
| Coway Horizon (AP-1019C) | 5,990 | 374 | 33 ตร.ม. | ~30 ตร.ม. | 1.1× |
| HAFELE 495.38.950 | 3,520 | 230 | 25 ตร.ม. | ~18 ตร.ม. | 1.4× |
| Xiaomi Smart Air Purifier 4 Lite | 4,990 | 360 | 43 ตร.ม. | ~29 ตร.ม. | 1.5× |
| Bwell CF-8428 | 15,690 | 327 | 40 ตร.ม. | ~26 ตร.ม. | 1.5× |
| LG PuriCare 360 Hit (AS60GHWG0) | 8,344 | 483 | 61 ตร.ม. | ~39 ตร.ม. | 1.6× |
| Electrolux UltimateHome 500 | 8,472 | 409 | 52 ตร.ม. | ~33 ตร.ม. | 1.6× |
| Blueair Blue Max (3250TISI) | 7,920 | 239 | 48 ตร.ม. | ~19 ตร.ม. | 2.5× |
| Philips AC2220/10 | 11,190 | 420 | 109 ตร.ม. | ~34 ตร.ม. | 3.2× |
| Dyson HushJet Purifier Compact | 19,900 | 250 | 100 ตร.ม. | ~20 ตร.ม. | 5.0× |
สิ่งนี้ไม่ได้แปลว่าแบรนด์โกหก แต่แปลว่าแต่ละเจ้าคิดตัวเลขห้องที่จำนวนรอบการฟอกไม่เท่ากัน เจ้าที่คิดที่ 1–2 รอบต่อชั่วโมงก็จะได้ตัวเลขตารางเมตรใหญ่กว่าเจ้าที่คิดที่ 5 รอบหลายเท่า ทั้งที่เครื่องอาจแรงพอ ๆ กัน บางแบรนด์ยังใช้วิธีทดสอบเฉพาะของตัวเองที่ไม่ใช่มาตรฐานเดียวกับ CADR ด้วย
บทเรียนที่เอาไปใช้ได้ทันที: เวลายืนเทียบของหน้าร้านหรือดูในแอปช้อปปิ้ง ให้มองข้ามบรรทัด "เหมาะกับห้อง … ตร.ม." ไปเลย แล้วหาค่า CADR ให้เจอ ถ้าสเปกไม่ยอมบอก CADR — นั่นก็เป็นข้อมูลอย่างหนึ่งเหมือนกัน
HEPA H13 ต่างจาก H14 และ "True HEPA" ยังไง
ภาพ: Friedrich Haag — CC BY-SA 4.0 (Wikimedia Commons)
ไส้กรองคือหัวใจอีกครึ่งหนึ่ง มาตรฐาน HEPA แบ่งเป็นเกรดตามประสิทธิภาพการดักอนุภาคที่ขนาดยากที่สุด (ราว 0.3 ไมครอน)
| เกรด | ดักอนุภาคได้ | ความหมายในทางปฏิบัติ |
|---|---|---|
| H11 | ~95% | พอใช้กับฝุ่นหยาบ ไม่พอสำหรับ PM2.5 จริงจัง |
| H12 | ~99.5% | ดีขึ้น แต่ยังหลุดมากกว่า H13 สิบเท่า |
| H13 | ~99.95% | เกณฑ์ที่ควรยึดสำหรับสู้ PM2.5 |
| H14 | ~99.995% | เกินพอสำหรับบ้าน มักเจอในงานโรงพยาบาล/ห้องสะอาด |
คำว่า "True HEPA" ที่เห็นบ่อยในหน้าขายของไม่ใช่เกรดตามมาตรฐานยุโรป แต่เป็นคำการตลาดที่มักหมายถึงระดับ 99.97% ที่ 0.3 ไมครอน ถ้าสเปกระบุ H13 หรือ H14 มาตรง ๆ ถือว่าเป็นการอ้างที่ชัดเจนกว่าคำว่า True HEPA เฉย ๆ
ชั้นกรองที่ควรมีครบในเครื่องบ้านทั่วไปมีสามชั้น: พรีฟิลเตอร์ ดักฝุ่นหยาบกับเส้นผม (ล้างได้ และเป็นตัวที่ยืดอายุไส้กรองหลัก), HEPA ดักอนุภาคละเอียดรวมถึง PM2.5, และ คาร์บอนกัมมันต์ ดูดกลิ่นกับสารระเหย (VOC) จากสี เฟอร์นิเจอร์ใหม่ หรือควันบุหรี่ ชั้นคาร์บอนไม่ได้ช่วยเรื่อง PM2.5 โดยตรง แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ห้อง "รู้สึกสะอาด" ต่างกันชัด
⚠️ ระวังเครื่องที่ขายฟังก์ชันไอออน/โอโซนเป็นจุดขายหลัก ถ้าไม่มี HEPA จริงอยู่ข้างใน การปล่อยประจุอาจทำให้ฝุ่นตกลงพื้นแทนที่จะถูกดักเก็บ และเครื่องบางประเภทสร้างโอโซนซึ่งเป็นสารระคายเคืองทางเดินหายใจเสียเอง ให้ยึดว่าต้องมี HEPA เป็นแกนหลักเสมอ ส่วนฟังก์ชันอื่นเป็นของแถม
ต้นทุนจริงตลอดอายุการใช้งาน
คนส่วนใหญ่เปรียบเทียบแค่ราคาป้าย ทั้งที่ค่าใช้จ่ายจริงมีสามก้อน และก้อนที่คนประเมินต่ำที่สุดคือค่าไฟ
ค่าไฟ — คำนวณได้เป๊ะ
สูตรคือ วัตต์ × ชั่วโมง ÷ 1,000 × ค่าไฟต่อหน่วย เครื่องฟอกอากาศในบ้านทั่วไปกินราว 20–100 วัตต์ ตัวอย่างที่ LG ประเทศไทยเผยแพร่เองคือรุ่น PuriCare 360 Hit ที่ 41 วัตต์ เปิด 24 ชั่วโมงจะใช้ราว 0.98 หน่วยต่อวัน
| รูปแบบการใช้ | หน่วย/วัน | ค่าไฟ/เดือน | ค่าไฟ/ปี |
|---|---|---|---|
| เปิดเฉพาะตอนนอน 8 ชม. | 0.33 | ~49 บาท | ~600 บาท |
| เปิด 12 ชม. | 0.49 | ~74 บาท | ~900 บาท |
| เปิด 24 ชม. | 0.98 | ~148 บาท | ~1,800 บาท |
(คิดที่ 41 วัตต์ และค่าไฟหน่วยละ 5 บาท — ปรับตามอัตราจริงของบ้านคุณได้)
ตัวเลขที่ทำให้หลายคนประหลาดใจ: ถ้าเปิด 24 ชั่วโมงทุกวัน ค่าไฟสามปีจะอยู่ราว 5,400 บาท ซึ่ง มากกว่า ราคาเครื่องระดับ 5,000 บาทที่ซื้อมา พูดอีกอย่างคือเครื่องที่ถูกกว่า 1,000 บาทแต่กินไฟมากกว่า 15 วัตต์ จะแพงกว่าในสามปี — ดังนั้นควรดูวัตต์ที่โหมดที่คุณจะใช้จริง ไม่ใช่แค่โหมดประหยัดสุดที่เขาเอามาโฆษณา
อยากลดบิลรวมทั้งบ้าน อ่านต่อที่ วิธีประหยัดค่าไฟบ้าน และถ้าใช้คู่กับแอร์ ดู คู่มือเลือกแอร์ ประกอบ
ไส้กรอง — ก้อนที่ต้องถามก่อนซื้อ
ไส้กรอง HEPA เปลี่ยนทุก 6–12 เดือน ช่วงฤดูฝุ่นจะสั้นกว่านั้น ราคาไส้กรองต่างกันมากตามรุ่นและตามว่าเป็นของแท้หรือของเทียบ ก่อนกดซื้อเครื่อง ให้ค้นชื่อรุ่นบวกคำว่า "ไส้กรอง" ในร้านค้าออนไลน์เสียก่อน แล้วคูณด้วยจำนวนปีที่ตั้งใจจะใช้ เครื่องราคาถูกที่ไส้กรองแพงและหายาก มักจบลงด้วยการถูกเลิกใช้หลังไส้กรองตันครั้งแรก
วิธีคิดงบที่ตรงความจริงคือ:
ต้นทุน 3 ปี = ราคาเครื่อง + (ราคาไส้กรอง × จำนวนครั้งที่เปลี่ยนใน 3 ปี) + ค่าไฟ 3 ปี
ค่าดูแล — ฟรี แต่คนลืม
ล้างหรือดูดฝุ่นพรีฟิลเตอร์ทุก 2–4 สัปดาห์ นี่คือสิ่งเดียวที่ทำฟรีแล้วยืดอายุไส้กรองหลักได้จริง เพราะฝุ่นหยาบที่ควรถูกดักที่พรีฟิลเตอร์คือสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้ HEPA ตันก่อนเวลา
เลือกยังไงตามห้องและงบ
ภาพ: Home Air Quality Guides — CC BY-SA (wikimedia)
ห้องนอน 12–20 ตร.ม. — เป้าหมาย CADR 150–250 สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือเสียง ดูค่า dB ที่โหมดต่ำสุด ถ้าเกิน 30 dB จะเริ่มรบกวนคนหลับไว และควรมีโหมดกลางคืนที่หรี่ไฟ LED ได้ เพราะไฟสถานะสีฟ้าสว่าง ๆ กวนการนอนมากกว่าที่คิด (เรื่องนี้เกี่ยวโดยตรงกับ การนอนหลับให้มีคุณภาพ)
ห้องนั่งเล่น 25–40 ตร.ม. — เป้าหมาย CADR 310–500 ห้องเปิดโล่งที่ต่อกับครัวจะมีทั้งฝุ่นและกลิ่น ควรเลือกรุ่นที่มีชั้นคาร์บอนหนา ไม่ใช่แค่แผ่นคาร์บอนบาง ๆ ติดมากับ HEPA
บ้านมีเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือคนเป็นภูมิแพ้ — ยึด 5 รอบต่อชั่วโมงเป็นขั้นต่ำ ไม่ใช่เป้าหมาย และเลือก H13 ขึ้นไปเสมอ กลุ่มนี้คือกลุ่มที่ส่วนต่างราคาคุ้มที่สุด
งบจำกัดต่ำกว่า 4,000 บาท — ให้เลือกตามลำดับนี้: มี HEPA H13 จริง → CADR สูงที่สุดเท่าที่งบถึง → ไส้กรองหาซื้อง่ายและถูก ส่วนหน้าจอ แอป และเซ็นเซอร์ตัดทิ้งได้หมด เพราะไม่ได้ทำให้อากาศสะอาดขึ้นแม้แต่นิดเดียว
มีหลายห้อง — เครื่องเล็กแยกห้องดีกว่าเครื่องใหญ่เครื่องเดียวเสมอ ถ้าปิดประตูห้องนอน เครื่องใหญ่ในห้องนั่งเล่นแทบไม่ช่วยอะไรเลย
ข้อผิดพลาดที่คนซื้อบ่อยที่สุด
- ซื้อตามตัวเลขตารางเมตรข้างกล่อง — จากตารางข้างบน ตัวเลขนี้มองโลกในแง่ดีได้ถึง 5 เท่า ให้ดู CADR แล้วคำนวณเอง
- ลืมบวกค่าไส้กรองกับค่าไฟ — สามปีรวมกันมักแพงกว่าตัวเครื่อง
- เปิดแล้วเปิดหน้าต่างด้วย — เครื่องจะฟอกอากาศจากข้างนอกไม่มีวันจบ ห้องต้องปิดถึงจะเห็นผล
- วางชิดผนังหรือหลังโซฟา — ต้องเว้นระยะรอบเครื่องตามที่คู่มือกำหนด ไม่งั้นลมไหลเวียนไม่ได้และ CADR จริงตกลงทันที
- เปิดเฉพาะวันฝุ่นแดง — กว่าจะฟอกครบหลายรอบก็หลายชั่วโมง ควรเปิดต่อเนื่องในช่วงฤดูฝุ่น
- เชื่อว่าเครื่องแพงคือเครื่องแรง — จากตาราง เครื่อง 19,900 บาทมี CADR 250 ขณะที่เครื่อง 4,990 บาทมี CADR 360 ราคามักสะท้อนดีไซน์ ฟังก์ชัน และเสียงที่เงียบกว่า มากกว่าจะสะท้อนกำลังฟอก
- ไม่เคยล้างพรีฟิลเตอร์ — ทำให้ต้องเปลี่ยน HEPA เร็วกว่าที่ควรเป็นเท่าตัว
สรุป
หัวใจของการเลือกเครื่องฟอกอากาศเหลือแค่สองข้อ: ไส้กรอง HEPA H13 ขึ้นไป และ CADR ราว 12 เท่าของพื้นที่ห้องเป็นตารางเมตร เท่านี้ก็ตัดตัวเลือกที่ไม่ผ่านออกไปได้เกินครึ่งตลาดแล้ว
จากนั้นค่อยดูสามอย่างตามลำดับ — ราคาไส้กรองและความหาง่าย, วัตต์ที่โหมดที่จะใช้จริง, และเสียงที่โหมดต่ำสุดถ้าจะวางในห้องนอน ส่วนหน้าจอ เซ็นเซอร์ และแอปเป็นของที่ทำให้ใช้สนุกขึ้น แต่ไม่ได้ทำให้อากาศสะอาดขึ้น
และถ้าจำได้อย่างเดียวจากบทความนี้ ขอให้เป็นข้อนี้: อย่าซื้อตามตัวเลขตารางเมตรข้างกล่อง ให้หาค่า CADR แล้วคูณ 12 กลับ ต่างกันได้ถึงห้าเท่า
ราคาและรุ่นเปลี่ยนเร็วมาก ตัวเลขในตารางเป็นข้อมูล ณ กันยายน 2569 ควรเช็กราคาและสเปกอีกครั้งก่อนตัดสินใจ
แหล่งอ้างอิง
- Clean air delivery rate — Wikipedia (นิยาม CADR, เกณฑ์ AHAM และความสัมพันธ์กับปริมาตรห้อง)
- 10 เครื่องฟอกอากาศในห้องนอน ยี่ห้อไหนดี ปี 2026 — mybest (ราคา ค่า CADR ระดับเสียง และขนาดห้องที่ผู้ขายระบุ)
- เครื่องฟอกอากาศกินไฟไหม แนะวิธีเปิดที่เหมาะสม — LG Thailand (ตัวอย่างการคำนวณค่าไฟจากกำลังไฟจริง)
- ครม.เห็นชอบมาตรการรับมือไฟป่า หมอกควัน ฝุ่น PM 2.5 ปี 2569 — Thai PBS
- 10 เครื่องฟอกอากาศในห้องนอน — ไทยรัฐ
- ค่าฝุ่นรายชั่วโมงจากสถานีวัดของกรมควบคุมมลพิษ (Air4Thai) ผ่าน หน้า PM2.5 ของ Tetono
คำถามที่พบบ่อย
- เครื่องฟอกอากาศกรอง PM2.5 ได้จริงไหม?
- ได้ ถ้าใช้ไส้กรอง HEPA ระดับ H13 ขึ้นไป ซึ่งกรองอนุภาคขนาด 0.3 ไมครอนได้ราว 99.95% PM2.5 คืออนุภาคที่เล็กกว่า 2.5 ไมครอนจึงถูกดักได้ดี แต่เงื่อนไขสำคัญคือค่า CADR ต้องพอกับขนาดห้อง ถ้าเครื่องเล็กเกินไป ต่อให้ไส้กรองดีแค่ไหนก็ฟอกอากาศทั้งห้องไม่ทัน
- ควรเลือก CADR เท่าไรสำหรับห้องของผม?
- คูณพื้นที่ห้องเป็นตารางเมตรด้วย 12 จะได้ค่า CADR โดยประมาณที่ทำให้อากาศถูกฟอกครบราว 5 รอบต่อชั่วโมงที่เพดานสูง 2.4–2.5 เมตร เช่น ห้อง 20 ตร.ม. ควรได้ CADR ราว 240–250 ลบ.ม./ชม. ขึ้นไป ถ้าช่วงฝุ่นหนักหรือห้องเพดานสูงให้เผื่อมากกว่านั้น
- ทำไมตัวเลขขนาดห้องข้างกล่องถึงไม่ตรงกับที่คำนวณได้?
- เพราะแต่ละแบรนด์เลือกจำนวนรอบการฟอกต่อชั่วโมงไม่เท่ากัน บางเจ้าคิดที่ 5 รอบ บางเจ้าคิดที่ 2 รอบหรือน้อยกว่า ตัวเลขห้องจึงใหญ่ขึ้นได้มากทั้งที่ CADR เท่าเดิม วิธีที่เทียบข้ามยี่ห้อได้จริงคือดูค่า CADR แล้วคำนวณเอง ไม่ใช่ดูตัวเลขตารางเมตรที่เขาเขียนมาให้
- ต้องเปลี่ยนไส้กรองบ่อยแค่ไหน และมีวิธียืดอายุไหม?
- ไส้กรอง HEPA ทั่วไปเปลี่ยนทุก 6–12 เดือนแล้วแต่การใช้งานและความเข้มของฝุ่น ช่วงฤดูฝุ่นจะสั้นกว่าปกติ ส่วนพรีฟิลเตอร์ที่ล้างได้ควรดูดฝุ่นหรือล้างทุก 2–4 สัปดาห์ เพราะฝุ่นหยาบที่ติดพรีฟิลเตอร์คือสิ่งที่ทำให้ไส้กรอง HEPA ตันเร็วที่สุด
- เครื่องฟอกอากาศกินไฟเยอะไหม เปิดทั้งวันไหวหรือเปล่า?
- เครื่องบ้านทั่วไปกินราว 20–100 วัตต์ ตัวอย่างจริงจาก LG ประเทศไทยคือรุ่น PuriCare 360 Hit ที่ 41 วัตต์ เปิด 24 ชั่วโมงใช้ไฟราว 0.98 หน่วยต่อวัน คิดที่หน่วยละ 5 บาทคือราว 4.9 บาทต่อวัน หรือราว 148 บาทต่อเดือน เปิดเฉพาะตอนนอน 8 ชั่วโมงจะเหลือราว 49 บาทต่อเดือน
- ควรซื้อเครื่องใหญ่เครื่องเดียว หรือเครื่องเล็กหลายเครื่อง?
- ถ้าห้องแยกกันและปิดประตู ให้ใช้เครื่องเล็กแยกห้องดีกว่า เพราะเครื่องฟอกอากาศฟอกได้เฉพาะอากาศที่ไหลผ่านตัวมัน เครื่องใหญ่ในห้องนั่งเล่นช่วยห้องนอนที่ปิดประตูอยู่แทบไม่ได้เลย แต่ถ้าเป็นพื้นที่เปิดโล่งต่อเนื่อง เครื่องใหญ่เครื่องเดียวที่ CADR พอจะคุ้มกว่าและเสียงรบกวนน้อยกว่า
บทความที่เกี่ยวข้อง

เครื่องไล่ยุง 9 อันดับ 2026 ป้องกันไข้เลือดออกหน้าฝน
รวม 9 อันดับเครื่องไล่ยุง-กำจัดยุงในบ้าน พร้อมราคาจริง วิธีเลือก และมาตรการ 5ป 1ข ป้องกันไข้เลือดออกหน้าฝน อ้างอิงสถิติกรมควบคุมโรคปี 2569

โรคหน้าฝน 2026: 7 โรคที่มากับฤดูฝน อาการ วิธีป้องกัน และสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปหาหมอ
รวมโรคหน้าฝนที่คนไทยต้องระวัง ตั้งแต่ไข้เลือดออก โรคฉี่หนู ไข้หวัดใหญ่ มือเท้าปาก ไปจนถึงอาหารเป็นพิษ — อาการ วิธีป้องกัน ยาที่ห้ามกิน และเมื่อไหร่ต้องรีบไป รพ. อ้างอิงข้อมูลกรมควบคุมโรค ปี 2569

ออกกำลังกายที่บ้าน 2026: เริ่มต้นไม่ต้องเข้ายิม (ฉบับมือใหม่)
คู่มือออกกำลังกายที่บ้านสำหรับมือใหม่ปี 2026 — ท่าบอดี้เวทไม่ใช้อุปกรณ์ ตารางออกกำลัง 7 วัน อุปกรณ์งบประหยัด วิธีวอร์มอัพ และเคล็ดลับสร้างนิสัย