ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
tetono.
สังคมต่างประเทศ

อีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูโย: ระบาดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ คร่าชีวิตกว่า 700 คนในคองโก

โดย กองบรรณาธิการ Tetonoอ่าน 13 นาที
แชร์บทความนี้
อีโบลาสายพันธุ์บุนดิบูโย: ระบาดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ คร่าชีวิตกว่า 700 คนในคองโก
ภาพ: เลขาธิการสหประชาชาติเยือน DRC ในบริบทวิกฤตสุขภาพ — MONUSCO Photos, CC BY-SA 2.0 via Wikimedia Commons

ดูเพิ่มเติม: Ebola outbreak may be spreading faster than first thought, WHO doctor warns — BBC News

นับตั้งแต่ WHO ประกาศการระบาดครั้งแรกเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 ไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ Bundibugyo ในจังหวัด Ituri ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (DRC) ได้กลายเป็นภัยระดับโลกที่น่าเป็นห่วงที่สุดในรอบทศวรรษ ข้อมูล ณ วันที่ 13 กรกฎาคม 2026 ยืนยันผู้ติดเชื้อเกือบ 2,000 ราย เสียชีวิตกว่า 700 คน — อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ราว 34%

Wessam Mankoula ผู้อำนวยการ Africa CDC กล่าวชัดเจนว่า "นี่คือการระบาดของอีโบลาที่เร็วที่สุดเท่าที่เคยบันทึกมา ไม่เพียงแค่ในกลุ่มการระบาดของ Bundibugyo เท่านั้น แต่เทียบกับสายพันธุ์อีโบลาทุกชนิดด้วย"

เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพ UN (MONUSCO) ปฏิบัติการในพื้นที่ขัดแย้งของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก ภาพประกอบ: เจ้าหน้าที่รักษาสันติภาพ UN (MONUSCO) ในพื้นที่ขัดแย้ง DRC — ความไม่สงบเป็นอุปสรรคใหญ่ต่อการควบคุมการระบาด — MONUSCO/Wikimedia Commons

ทำไมถึงเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์?

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ในการระบาดของอีโบลาสายพันธุ์ Zaire ที่ North Kivu ปี 2018 ซึ่งถือเป็นการระบาดรุนแรงที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในคองโก ใช้เวลาถึง 235 วัน กว่าจะพบผู้ติดเชื้อครบ 1,000 ราย แต่การระบาดครั้งนี้ใช้เวลาเพียง 40 วัน เท่านั้นหลังจากเริ่มตอบสนองอย่างเป็นทางการ

การระบาดเริ่มต้นจากหมู่บ้าน Nia-Nia ในจังหวัด Ituri ก่อนแพร่ผ่านเมืองเหมืองแร่ Mongbwalu, Rwampara และ Bunia ไปยังจังหวัดใกล้เคียง ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ 14 กรกฎาคม 2026) พบผู้ติดเชื้อใน 5 จังหวัด ของ DRC โดยจังหวัด Ituri รับภาระหนักที่สุด คิดเป็นกว่า 90% ของผู้ป่วยทั้งหมด การระบาดยังข้ามพรมแดนไปยังยูกันดา (ยืนยัน 20 ราย เสียชีวิต 2 ราย) และมีรายงานผู้ป่วย 1 รายในฝรั่งเศส (แพทย์ที่เดินทางกลับจาก DRC) แต่ยังไม่มีการแพร่ระบาดในยุโรป

Bundibugyo: ไวรัสที่วงการแพทย์ยังสู้ไม่ได้

สิ่งที่ทำให้การระบาดครั้งนี้น่าเป็นห่วงยิ่งขึ้นคือ สายพันธุ์ที่กำลังระบาดอยู่ ไม่ใช่ Zaire ebolavirus ที่วงการแพทย์มีวัคซีนและยารักษาแล้ว แต่เป็น Bundibugyo ebolavirus สายพันธุ์หายากที่พบเพียง 3 ครั้งในประวัติศาสตร์ (ยูกันดา 2007, DRC 2012 และครั้งนี้)

ปัญหาสำคัญคือ วัคซีน rVSV-ZEBOV (Ervebo) และยา mAb114/REGN-EB3 ที่ใช้ได้ผลกับสายพันธุ์ Zaire ไม่ได้รับการรับรองสำหรับ Bundibugyo ทำให้ทีมแพทย์ต้องเริ่มต้นทุกอย่างเกือบจากศูนย์

ภาพจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแสดงโครงสร้างเส้นใยของไวรัสอีโบลา ภาพจากกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน: โครงสร้างเส้นใยลักษณะเฉพาะของไวรัสอีโบลา — Wikimedia Commons / CDC

นอกจากนี้ ไวรัสใช้เวลา หลายสัปดาห์ ก่อนจะถูกตรวจพบในระยะแรก เนื่องจากทีมแพทย์ทำการทดสอบตัวอย่างสำหรับสายพันธุ์อื่นก่อน ทำให้ไวรัสแพร่กระจายออกไปแล้วก่อนที่มาตรการควบคุมจะเริ่มต้น

พื้นที่ขัดแย้ง: ปัจจัยที่ซ้ำเติมทุกอย่าง

Anne Ancia เจ้าหน้าที่ WHO ระบุว่า "การเคลื่อนย้ายของประชากร ความไม่มั่นคงต่อเนื่อง และความเปราะบางของระบบสุขภาพ ยังคงทำให้การควบคุมโรคซับซ้อนยิ่งขึ้น"

จังหวัด Ituri และพื้นที่โดยรอบเป็นหนึ่งในเขตขัดแย้งที่มีกลุ่มติดอาวุธปฏิบัติการอยู่ต่อเนื่อง ทำให้:

  • การติดตามผู้สัมผัส ทำได้เพียง 82% ของเป้าหมาย (ต้องการ 95% เพื่อควบคุมโรค)
  • การตั้งศูนย์รักษา ในบางพื้นที่ทำได้ยากหรือเป็นอันตราย
  • ความเชื่อผิดๆ ที่ว่าไวรัสไม่มีจริงหรือเป็นเรื่องแต่งขึ้น แพร่กระจายในชุมชน
  • พิธีกรรมการฝังศพแบบดั้งเดิม ซึ่งมีการสัมผัสร่างผู้เสียชีวิต ทำให้เกิดความโกรธในชุมชนเมื่อถูกจำกัด

ปัจจุบันมีผู้ต้องติดตาม (contacts under monitoring) มากกว่า 10,000 คน

งบประมาณขาด บุคลากรประท้วง

หนึ่งในวิกฤตที่เห็นชัดที่สุดเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม คือ เจ้าหน้าที่ในศูนย์รักษาอีโบลาแห่งหนึ่งในจังหวัด Ituri ได้ประกาศนัดหยุดงานเพราะไม่ได้รับค่าจ้างนับตั้งแต่ประกาศการระบาด Dr. Biensi Kano ตัวแทนผู้ประท้วงกล่าวว่า "ตั้งแต่ประกาศการระบาดของโรคอีโบลา เราได้แต่เรียกร้องให้จ่ายค่าตอบแทนการทำงานของพวกเรา"

สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาเงินทุนที่รุนแรงขึ้น WHO ต้องการงบประมาณ 115 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อตอบสนองต่อการระบาด แต่ได้รับการสนับสนุนจริงเพียง 32% ท่ามกลางการตัดลดความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมทั่วโลก

บุคลากรทางการแพทย์ในชุดป้องกัน PPE สีเหลืองปฏิบัติงานที่จุดคัดกรองอีโบลา ชาวบ้านรอตรวจในพื้นที่หลังโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ในชุด PPE ปฏิบัติงานคัดกรองโรคอีโบลา ขณะชุมชนรอรับการตรวจ — Wikimedia Commons

ขณะนี้มี 22 ศูนย์รักษา รวม 700 เตียง แต่กำลังใช้งานอยู่ที่ 90% ของความจุ โดยมีแผนขยายเพิ่มอีก 300 เตียง กำลังการทดสอบทางห้องปฏิบัติการเพิ่มขึ้นจาก 30 ตัวอย่างต่อวัน เป็นมากกว่า 2,000 ตัวอย่างต่อวัน

การทดลองรักษา: แสงสว่างที่ยังต้องรอ

เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2026 WHO เริ่มการทดลองทางคลินิกอย่างเป็นทางการกับยาที่มีแนวโน้มสองตัว:

  1. Remdesivir — ยาต้านไวรัสจาก Gilead Sciences ที่เคยใช้กับ COVID-19 และมีหลักฐานกับไวรัสบางชนิด
  2. MBP134 — แอนติบอดีเชิงทดลองจาก Mapp Biopharmaceutical

WHO สุ่มผู้ป่วยเข้ารับการรักษามาตรฐานร่วมกับยาทั้งสอง ยาทั้งสองตัว หรือยาหลอก เพื่อประเมินประสิทธิภาพและความปลอดภัย

อย่างไรก็ตาม ผลการทดลองอาจต้องใช้เวลา "หลายเดือน" และต้องการผู้เข้าร่วมถึง 1,000 ราย ตามการประเมินของ WHO กาชาดระหว่างประเทศยังระบุว่า การระบาดครั้งนี้อาจ "ใช้เวลาถึงหนึ่งปี" กว่าจะสิ้นสุด

ความเสี่ยงสำหรับคนไทยและคนทั่วโลก

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เดินทางไปแอฟริกากลาง WHO ประเมินความเสี่ยงระดับโลกอยู่ในระดับ "ต่ำ" อีโบลาไม่ได้ติดต่อทางอากาศ แต่ติดต่อผ่านการสัมผัสโดยตรงกับสารคัดหลั่ง (เลือด, เหงื่อ, อาเจียน) ของผู้ป่วยที่แสดงอาการ WHO ยังไม่แนะนำให้จำกัดการเดินทางหรือการค้ากับ DRC

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการเตือนใจว่า โรคระบาดใหม่ๆ สามารถเกิดขึ้นและขยายตัวได้เร็วกว่าที่คาดเสมอ โดยเฉพาะในสายพันธุ์ที่ยังไม่มีวัคซีน สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการสนับสนุนทรัพยากรระดับนานาชาติให้เพียงพอ ก่อนที่ไวรัสจะขยายวงกว้างออกไปมากกว่านี้

สำหรับผู้ที่วางแผนเดินทางไปแอฟริกา ควรติดตามคำแนะนำเดินทางของ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข อย่างสม่ำเสมอ

แหล่งข่าว

คำถามที่พบบ่อย

ไวรัสอีโบลาสายพันธุ์ Bundibugyo แตกต่างจากสายพันธุ์ Zaire ที่คุ้นเคยอย่างไร?
Bundibugyo เป็นสายพันธุ์อีโบลาที่พบน้อยกว่า ยังไม่มีวัคซีนหรือยารักษาที่ได้รับการรับรองโดยเฉพาะ ต่างจากสายพันธุ์ Zaire ที่มีวัคซีน rVSV-ZEBOV (Ervebo) และยา mAb114 แล้ว อัตราการเสียชีวิตของ Bundibugyo อยู่ที่ประมาณ 25–50% ต่ำกว่า Zaire ที่อาจสูงถึง 90% หากไม่ได้รับการรักษา
คนไทยต้องกังวลหรือไม่? มีความเสี่ยงที่โรคจะแพร่มาถึงไทยไหม?
WHO ประเมินความเสี่ยงระดับโลก (รวมถึงไทย) อยู่ในระดับ 'ต่ำ' ไม่แนะนำให้จำกัดการเดินทางหรือการค้า มีผู้ป่วยที่เดินทางกลับจาก DRC 1 รายในฝรั่งเศส แต่ไม่มีการแพร่กระจายในยุโรป อีโบลาติดต่อผ่านการสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วยโดยตรง ไม่ได้ติดต่อทางอากาศ ผู้ที่ไม่ได้เดินทางไปแอฟริกากลางมีความเสี่ยงต่ำมาก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ฉีดปีละ 2 ครั้ง ป้องกัน HIV ได้เกือบ 100% — 'เลนาคาพาเวียร์' เริ่มกระจายสู่หลายประเทศปี 2026 รวมถึงไทยต่างประเทศ
สังคม

ฉีดปีละ 2 ครั้ง ป้องกัน HIV ได้เกือบ 100% — 'เลนาคาพาเวียร์' เริ่มกระจายสู่หลายประเทศปี 2026 รวมถึงไทย

เลนาคาพาเวียร์ (Yeztugo) ยาฉีดป้องกัน HIV ปีละ 2 ครั้ง ป้องกันได้กว่า 99.9% ในการทดลอง เริ่มกระจายหลายประเทศปี 2026 ไทยนำร่องกรกฎาคม 2026

อ่านข่าว
ดาวเทียม ESA เผยของเหลวใต้แปซิฟิกพลิกทิศทางไหลกะทันหันปี 2010ต่างประเทศ
สังคม

ดาวเทียม ESA เผยของเหลวใต้แปซิฟิกพลิกทิศทางไหลกะทันหันปี 2010

งานวิจัยเอดินบะระวิเคราะห์ข้อมูลดาวเทียม Swarm ของ ESA พบธาตุเหล็กหลอมเหลวใต้แปซิฟิกพลิกทิศทางไหลจากตะวันตกเป็นตะวันออกฉับพลันปี 2010 สาเหตุยังเป็นปริศนา

อ่านข่าว
วิจัยใหญ่ยืนยัน "น้ำยาป้ายฟัน" หยุดฟันผุเด็กเล็กได้ครึ่งหนึ่ง ไม่ต้องกรอ ไม่ต้องฉีดยาชาต่างประเทศ
สังคม

วิจัยใหญ่ยืนยัน "น้ำยาป้ายฟัน" หยุดฟันผุเด็กเล็กได้ครึ่งหนึ่ง ไม่ต้องกรอ ไม่ต้องฉีดยาชา

งานวิจัยระยะที่ 3 ในเด็ก 830 คน ตีพิมพ์ใน JAMA Pediatrics พบว่าสารซิลเวอร์ไดเอมีนฟลูออไรด์ (SDF) แบบป้ายเพียงไม่กี่วินาที หยุดฟันผุในฟันน้ำนมได้ถึง 54% เทียบกับ 22.5% ในกลุ่มควบคุม เปิดทางเลือกใหม่สำหรับเด็กเล็กที่กลัวหมอฟัน

อ่านข่าว