ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
tetono.

คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2569 + ลดหย่อน 1 บาท ประหยัดจริงเท่าไร

โดย กองบรรณาธิการ Tetonoอ่าน 40 นาที
แชร์บทความนี้
คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 2569 + ลดหย่อน 1 บาท ประหยัดจริงเท่าไร
Series 11 Thailand Banknote by Bank of Thailand — CC BY-SA 4.0 via Wikimedia Commons

คำถามที่คนถามกันมากที่สุดเรื่องภาษีไม่ใช่ "ขั้นบันไดกี่เปอร์เซ็นต์" แต่เป็น "ซื้อกองทุนหรือประกันไป 100,000 บาท แล้วได้อะไรกลับมาเท่าไร" และคำตอบไม่เท่ากันทุกคน คนเงินเดือน 30,000 บาทกับคนเงินเดือน 100,000 บาท ซื้อของลดหย่อนก้อนเดียวกัน ประหยัดภาษีต่างกันกว่า 10 เท่า

บทความนี้ตอบทั้งสองอย่าง คือวิธีคำนวณภาษีให้เข้าใจจริง ๆ เช็กลิสต์ค่าลดหย่อน ปีภาษี 2569 ครบทุกหมวด และตารางที่บอกตรง ๆ ว่าค่าลดหย่อนแต่ละบาทคืนกลับมาเป็นเงินสดกี่บาทในช่วงเงินเดือนของคุณ ถ้าไม่อยากคำนวณเอง กรอกตัวเลขได้ที่เครื่องคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของเรา

ปีภาษีไหน? บทความนี้ยึด ปีภาษี 2569 คือเงินได้ที่เกิดระหว่าง 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2026 และนำไปยื่นแบบต้นปี 2570 ข้อมูล ณ กันยายน 2026

ภาษีเงินได้คิดยังไง มีแค่สามขั้นตอน

เหรียญ 10 บาทไทย ด้านหลังเป็นภาพวัดอรุณราชวราราม ภาพ: Unknown — CC CC0 (rawpixel)

คนส่วนใหญ่กลัวภาษีเพราะคิดว่าซับซ้อน จริง ๆ แล้วมีแค่สามขั้น และขั้นที่คนพลาดมากที่สุดคือขั้นที่สอง

  1. รวมเงินได้ทั้งปี — เงินเดือน โบนัส ค่าคอมมิชชั่น ค่าจ้างฟรีแลนซ์ ค่าเช่า ดอกเบี้ย
  2. หักค่าใช้จ่าย แล้วหักค่าลดหย่อน — สองอย่างนี้คนละตัวกัน ค่าใช้จ่ายหักตามประเภทเงินได้โดยอัตโนมัติ ส่วนค่าลดหย่อนคือสิทธิที่คุณต้องมีจริงถึงจะใช้ได้
  3. เอาเงินได้สุทธิที่เหลือไปเข้าขั้นบันได

สำหรับมนุษย์เงินเดือน (เงินได้ประเภท 40(1)) ขั้นที่สองคือหักค่าใช้จ่าย 50% ของเงินได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท แล้วหักลดหย่อนส่วนตัวอีก 60,000 บาท และประกันสังคมตามที่จ่ายจริง

ขั้นบันไดภาษี ปีภาษี 2569

อัตราไม่ได้เปลี่ยนมาหลายปีแล้ว และข้อสำคัญคือ คิดเฉพาะส่วนที่เกินแต่ละขั้น ไม่ใช่เอาอัตราสูงสุดมาคูณทั้งก้อน ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอันดับหนึ่งเรื่องภาษีไทย

เงินได้สุทธิ (บาท)อัตราภาษีภาษีสะสมเมื่อเต็มขั้น
0 – 150,000ยกเว้น0
150,001 – 300,0005%7,500
300,001 – 500,00010%27,500
500,001 – 750,00015%65,000
750,001 – 1,000,00020%115,000
1,000,001 – 2,000,00025%365,000
2,000,001 – 5,000,00030%1,265,000
เกิน 5,000,00035%—

ถ้าเงินได้สุทธิของคุณคือ 400,000 บาท คุณไม่ได้เสีย 10% ของ 400,000 (เท่ากับ 40,000 บาท) แต่เสีย 0 บาทสำหรับ 150,000 แรก บวก 7,500 บาทสำหรับช่วง 150,001–300,000 บวก 10,000 บาทสำหรับ 100,000 ที่เหลือ รวมเป็น 17,500 บาท ต่างกันกว่าเท่าตัว

รายได้เท่าไรถึงเริ่มเสียภาษีจริง ๆ คำตอบคือ 320,500 บาทต่อปี

ตัวเลข "150,000 บาทแรกยกเว้นภาษี" ที่ได้ยินบ่อย ๆ หมายถึง เงินได้สุทธิ ไม่ใช่เงินเดือน หลายคนจึงเข้าใจผิดว่าตัวเองต้องเสียภาษีทั้งที่ยังไม่ต้อง

ลองคิดย้อนกลับ มนุษย์เงินเดือนที่ใช้แค่ค่าลดหย่อนอัตโนมัติจะมีส่วนที่หักได้แน่ ๆ คือ

  • ค่าใช้จ่าย 50% สูงสุด 100,000 บาท
  • ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท
  • ประกันสังคมสูงสุด 10,500 บาท

รวม 170,500 บาท ดังนั้นจุดที่เงินได้สุทธิแตะ 150,000 บาทพอดี คือเงินได้ทั้งปี 150,000 บวก 170,500 เท่ากับ 320,500 บาท หรือราว 26,700 บาทต่อเดือน

เงินเดือนต่อเดือนเงินได้ทั้งปีเงินได้สุทธิภาษีที่ต้องจ่าย
20,000240,00069,5000
26,700320,400149,9000
30,000360,000189,5001,975
40,000480,000309,5008,450
50,000600,000429,50020,450

⚠️ ไม่เสียภาษี ไม่ได้แปลว่าไม่ต้องยื่น เกณฑ์ "ต้องยื่นแบบ" กับเกณฑ์ "ต้องเสียภาษี" เป็นคนละตัว คนโสดที่มีเงินเดือนอย่างเดียวเกิน 120,000 บาทต่อปีมีหน้าที่ยื่นแบบ แม้คำนวณแล้วภาษีจะเป็นศูนย์ และการยื่นคือทางเดียวที่จะได้ภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้คืน

ค่าลดหย่อน 1 บาท ประหยัดภาษีได้จริงกี่บาท

นี่คือส่วนที่บทความภาษีส่วนใหญ่ไม่ตอบ และเป็นส่วนที่ตัดสินใจแทนคุณได้จริง

เงินที่ประหยัดได้ เท่ากับ ค่าลดหย่อน คูณ อัตราภาษีขั้นสูงสุดของคุณ ไม่ใช่จำนวนค่าลดหย่อน คนที่เข้าใจผิดว่าซื้อ RMF 100,000 บาทแล้วได้คืน 100,000 บาท คือคนที่กำลังจะผิดหวัง

ตารางนี้คำนวณด้วยเครื่องคำนวณตัวเดียวกับที่เว็บเราใช้ ตั้งสมมติฐานว่ามีเฉพาะเงินเดือน ใช้ค่าลดหย่อนอัตโนมัติ แล้วเพิ่มค่าลดหย่อนเข้าไปอีก 100,000 บาท (จะเป็น RMF ประกันชีวิต หรือ Thai ESG ก็ให้ผลเหมือนกัน)

เงินเดือนต่อเดือนภาษีก่อนภาษีหลังลดหย่อนเพิ่ม 100,000ประหยัดได้คืนต่อเงิน 100 บาท
20,0000000 สตางค์
30,0001,97501,9751.98 บาท
40,0008,4502,9755,4755.48 บาท
50,00020,45010,45010,00010 บาท
70,00052,92537,92515,00015 บาท
100,000122,375100,90021,47521.48 บาท
150,000272,375247,37525,00025 บาท
250,000613,850583,85030,00030 บาท

อ่านตารางนี้แล้วจะเห็นสามเรื่องที่เปลี่ยนการตัดสินใจ

1. เงินเดือนต่ำกว่าราว 26,700 บาท การซื้อของลดหย่อนคืนภาษีให้ 0 บาท เพราะไม่มีภาษีให้ลดตั้งแต่แรก ถ้ามีคนชวนซื้อประกันหรือกองทุน "เพื่อลดหย่อนภาษี" ในช่วงเงินเดือนนี้ เหตุผลเรื่องภาษีใช้ไม่ได้เลย จะซื้อก็ควรซื้อเพราะตัวผลิตภัณฑ์ดีจริง ไม่ใช่เพราะภาษี เงินก้อนนั้นเอาไปตั้งเงินสำรองฉุกเฉินก่อนคุ้มกว่ามาก

2. ช่วงเงินเดือน 30,000 ถึง 40,000 บาท ผลตอบแทนทางภาษีบางมาก ลงเงิน 100,000 บาทเพื่อประหยัดภาษี 1,975 ถึง 5,475 บาท แปลว่าคุณล็อกเงินก้อนใหญ่ไว้หลายปี (RMF ถือจนอายุ 55 ปี, Thai ESG 5 ปี) เพื่อผลตอบแทนทางภาษี 2 ถึง 5% ครั้งเดียว ไม่ใช่ต่อปี

3. ยิ่งฐานภาษีสูง ค่าลดหย่อนยิ่งมีค่า คนเงินเดือน 250,000 บาท ได้คืน 30 บาทจากทุก 100 บาทที่ลดหย่อน เท่ากับส่วนลด 30% ทันที นี่คือเหตุผลที่การวางแผนภาษีคุ้มค่ากับคนรายได้สูงมากกว่าคนรายได้ปานกลางอย่างมีนัยสำคัญ

สังเกตตัวเลขที่ไม่ลงตัวตรงเงินเดือน 40,000 และ 100,000 บาท คือประหยัดได้ 5,475 และ 21,475 บาท เพราะค่าลดหย่อน 100,000 บาทของสองกลุ่มนี้ "คร่อมขั้น" คือกินทั้งขั้น 10% และ 5% (หรือ 25% และ 20%) พร้อมกัน บาทแรก ๆ ที่ลดหย่อนจึงมีค่ามากกว่าบาทหลัง ๆ

เช็กลิสต์ค่าลดหย่อนปีภาษี 2569 ครบทุกหมวด

รถเข็นขายข้าวมันไก่ริมถนนในเมืองไทยตอนกลางคืน ภาพ: Unknown — CC0 (rawpixel)

ค่าลดหย่อนแบ่งเป็นสี่กลุ่มใหญ่ กลุ่มแรกได้มาฟรีตามสถานะ กลุ่มที่เหลือต้องจ่ายเงินซื้อสิทธิ

กลุ่มที่ 1 ตัวเองและครอบครัว (ไม่ต้องจ่ายเงินเพิ่ม)

รายการลดหย่อนได้
ลดหย่อนส่วนตัว60,000 บาท
คู่สมรส (ไม่มีเงินได้)60,000 บาท
บุตรคนแรก30,000 บาท
บุตรคนที่ 2 ขึ้นไป ที่เกิดตั้งแต่ปี 256160,000 บาทต่อคน
บิดามารดา (อายุ 60 ปีขึ้นไป รายได้ไม่เกิน 30,000 บาทต่อปี)30,000 บาทต่อคน สูงสุด 4 คน
ผู้พิการหรือทุพพลภาพในอุปการะ60,000 บาทต่อคน
ค่าฝากครรภ์และคลอดบุตรตามจ่ายจริง สูงสุด 60,000 บาทต่อครรภ์

กลุ่มนี้คือของฟรีที่คนลืมใช้บ่อยที่สุด โดยเฉพาะ ค่าลดหย่อนบิดามารดา พ่อแม่หนึ่งคนเท่ากับ 30,000 บาท ถ้าคุณอยู่ขั้น 20% คือภาษีที่หายไป 6,000 บาทต่อคน โดยไม่ต้องจ่ายอะไรเลย เงื่อนไขคือพ่อแม่ต้องอายุครบ 60 ปี มีรายได้ทั้งปีไม่เกิน 30,000 บาท และ ลูกคนเดียวเท่านั้นที่ใช้สิทธิของพ่อแม่คนนั้นได้ พี่น้องต้องตกลงกันว่าใครใช้

กลุ่มที่ 2 ประกัน

รายการลดหย่อนได้
ประกันชีวิต (ตนเอง)สูงสุด 100,000 บาท
ประกันสุขภาพ (ตนเอง)สูงสุด 25,000 บาท
เพดานรวมประกันชีวิตและสุขภาพไม่เกิน 100,000 บาท
ประกันสุขภาพบิดามารดาสูงสุด 15,000 บาท (แยกเพดาน)
ประกันชีวิตแบบบำนาญ15% ของเงินได้ สูงสุด 200,000 บาท
ประกันสังคมตามจ่ายจริง สูงสุด 10,500 บาท

⚠️ จุดที่คนพลาดคือ ประกันสุขภาพไม่ได้มีเพดานแยก 25,000 บาท แต่อยู่ใต้เพดานรวม 100,000 บาทเดียวกับประกันชีวิต ถ้าคุณมีประกันชีวิตเต็ม 100,000 บาทอยู่แล้ว ประกันสุขภาพที่ซื้อเพิ่มจะลดหย่อนไม่ได้อีกเลย อ่านเรื่องการเลือกความคุ้มครองได้ในคู่มือประกันสุขภาพ

ส่วน ประกันสุขภาพบิดามารดา 15,000 บาท แยกเพดานต่างหาก และใช้ได้แม้พ่อแม่จะมีรายได้เกิน 30,000 บาท ซึ่งเป็นคนละเงื่อนไขกับค่าลดหย่อนบิดามารดาในกลุ่มที่ 1

กลุ่มที่ 3 การลงทุนเพื่อเกษียณ

รายการลดหย่อนได้อยู่ในเพดานรวม 500,000 บาทหรือไม่
กองทุน RMF30% ของเงินได้ สูงสุด 500,000 บาทใช่
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)15% ของเงินได้ สูงสุด 500,000 บาทใช่
กบข. และกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนสูงสุด 500,000 บาทใช่
ประกันชีวิตแบบบำนาญ15% ของเงินได้ สูงสุด 200,000 บาทใช่
กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.)สูงสุด 30,000 บาทใช่
กองทุนไทยเพื่อความยั่งยืน (Thai ESG)30% ของเงินได้ สูงสุด 300,000 บาทไม่ แยกต่างหาก

นี่คือรายละเอียดที่มีค่าที่สุดในตารางนี้ เพดาน 500,000 บาทเป็นเพดานรวมของกองทุนเกษียณทุกตัว ถ้าที่ทำงานหักกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้คุณอยู่แล้ว 200,000 บาท คุณเหลือพื้นที่ซื้อ RMF อีกแค่ 300,000 บาท ไม่ใช่ 500,000 บาท

แต่ Thai ESG อยู่นอกเพดานนั้น จึงเป็นการลดหย่อนก้อนเดียวที่เพิ่มเข้ามาจริง ๆ สำหรับคนที่เต็มเพดาน 500,000 แล้ว และถือแค่ 5 ปี ไม่ต้องรออายุ 55 ปีแบบ RMF ตั้งแต่ปี 2569 เงินลงทุนใหม่ใน Thai ESGX จะใช้วงเงินร่วมกับ Thai ESG อ่านเปรียบเทียบเงื่อนไขทั้งสองกองได้ในคู่มือ SSF และ RMF และรายละเอียดกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในคู่มือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

⚠️ SSF ลดหย่อนไม่ได้แล้ว สิทธิ SSF ให้ถึงปีภาษี 2567 เป็นปีสุดท้าย เงินที่ซื้อ SSF ใหม่ตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นมานำมาลดหย่อนไม่ได้ ส่วนหน่วยลงทุนที่ซื้อไว้แล้วยังถือต่อได้ตามเงื่อนไขเดิม

กลุ่มที่ 4 บ้าน บริจาค และมาตรการรายปี

  • ดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน ตามจ่ายจริง สูงสุด 100,000 บาท เฉพาะดอกเบี้ย ไม่รวมเงินต้น และแยกเพดานจากทุกกลุ่มข้างบน ดูเงื่อนไขกู้ร่วมและเกณฑ์สินเชื่อได้ในคู่มือสินเชื่อบ้าน
  • ติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน สูงสุด 200,000 บาท เป็นมาตรการใหม่ รายละเอียดอยู่หัวข้อถัดไป
  • เงินบริจาคทั่วไป ตามจ่ายจริง ไม่เกิน 10% ของเงินได้หลังหักค่าลดหย่อน
  • บริจาคเพื่อการศึกษา กีฬา โรงพยาบาลรัฐ และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา ลดหย่อนได้ 2 เท่า ของเงินที่บริจาคจริง แต่ยังอยู่ใต้เพดาน 10%
  • บริจาคให้พรรคการเมือง สูงสุด 10,000 บาท
  • ลงทุนในวิสาหกิจเพื่อสังคม สูงสุด 100,000 บาท

⚠️ ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เงินบริจาคต้องผ่านระบบ e-Donation เท่านั้น ใบเสร็จกระดาษใช้ยื่นลดหย่อนไม่ได้อีกแล้ว ถ้าบริจาคที่วัดหรือมูลนิธิ ให้สแกน QR ระบบ e-Donation ตอนบริจาค ไม่อย่างนั้นสิทธิหายทั้งก้อน

สามเรื่องที่เปลี่ยนในปีภาษี 2569 และมีผลกับเงินในกระเป๋าจริง

เส้นขอบฟ้ากรุงเทพยามพระอาทิตย์ตก มีรถไฟฟ้า BTS และการจราจรด้านล่าง ภาพ: User:Diliff — CC BY-SA 3.0 (Wikimedia Commons)

1. ประกันสังคมลดหย่อนได้ 10,500 บาท เพิ่มจาก 9,000 บาท

ราชกิจจานุเบกษาประกาศขยายเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบประกันสังคมจาก 15,000 เป็น 17,500 บาทต่อเดือน มีผลตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เงินสมทบสูงสุดจึงเป็น 875 บาทต่อเดือน หรือ 10,500 บาทต่อปี ซึ่งลดหย่อนได้เต็มจำนวน

ผลกระทบจริงเล็กน้อยแต่เป็นบวก ค่าลดหย่อนที่เพิ่มมา 1,500 บาท ประหยัดภาษีได้ราว 75 บาทในขั้น 5% ถึง 375 บาทในขั้น 25% แลกกับเงินสมทบที่จ่ายเพิ่ม 1,500 บาทต่อปี ถ้ามองเฉพาะภาษีคือขาดทุน แต่สิทธิประโยชน์ประกันสังคมหลายตัวคำนวณจากฐานค่าจ้างเดียวกันนี้ จึงขยับขึ้นตามไปด้วย

2. ยังไม่มี Easy E-Receipt และนี่คือสิ่งที่หายไป

ปีภาษี 2568 มีมาตรการ Easy E-Receipt 2.0 ให้ลดหย่อนจากการซื้อสินค้าและบริการที่ออก e-Tax Invoice ได้สูงสุด 50,000 บาท แบ่งเป็น 30,000 บาททั่วไป และ 20,000 บาทสำหรับสินค้า OTOP และวิสาหกิจชุมชน ในช่วง 16 มกราคม ถึง 28 กุมภาพันธ์ 2568

สำหรับปีภาษี 2569 ยังไม่มีมาตรการนี้ เพราะเป็นมาตรการที่ต้องผ่านมติคณะรัฐมนตรีใหม่ทุกปี และรัฐบาลรักษาการไม่สามารถอนุมัติมาตรการที่กระทบรายได้ภาษีของรัฐได้

สิ่งที่หายไปคิดเป็นเงินจริงเท่าไร ขึ้นกับฐานภาษีของคุณ

เงินเดือนต่อเดือนมูลค่าของ Easy E-Receipt 50,000 บาท ที่หายไป
30,0002,050 บาท
40,0003,050 บาท
50,0005,000 บาท
70,0007,500 บาท
100,00011,550 บาท
150,00012,500 บาท

ถ้ามีรัฐบาลใหม่แล้วมาตรการกลับมา มักประกาศช่วงต้นปีและมีกรอบเวลาซื้อสั้นมาก ปีก่อน ๆ ราวหกสัปดาห์ จึงควรติดตามประกาศกรมสรรพากรช่วงมกราคม

3. ติดโซลาร์บนหลังคาบ้าน ลดหย่อนได้สูงสุด 200,000 บาท

มาตรการใหม่ที่ออกเป็นกฎหมายเมื่อ 2 มีนาคม 2569 ให้บุคคลธรรมดานำ ค่าอุปกรณ์และค่าติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาที่อยู่อาศัย มาหักลดหย่อนได้ตามจ่ายจริง สูงสุด 200,000 บาท

เงื่อนไขหลัก

  • ขนาดระบบ ไม่เกิน 10 กิโลวัตต์
  • ต้องเป็น ที่อยู่อาศัยของตนเอง และเป็นมิเตอร์ไฟฟ้าประเภทที่ 1
  • ใช้สิทธิได้ ครั้งเดียว ในปีภาษีที่เชื่อมต่อระบบไฟฟ้าสำเร็จ
  • ใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 3 มีนาคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2571

นี่เป็นค่าลดหย่อนก้อนใหญ่ที่สุดที่คนทั่วไปเข้าถึงได้นอกเหนือจากกองทุนเกษียณ และเป็นเพดานแยกต่างหาก คนเงินเดือน 100,000 บาทที่ติดโซลาร์เต็ม 200,000 บาท ประหยัดภาษีได้ราว 40,000 ถึง 50,000 บาท ซึ่งเปลี่ยนจุดคุ้มทุนของระบบไปพอสมควร คำนวณความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจได้ในบทความโซลาร์รูฟท็อป

⚠️ เครื่องคำนวณภาษีของเรายังไม่มีช่องสำหรับค่าลดหย่อนโซลาร์โดยเฉพาะ เพราะมาตรการเพิ่งมีผลกลางปี ให้คำนวณส่วนนี้แยกด้วยวิธีในหัวข้อ "ค่าลดหย่อน 1 บาท ประหยัดได้กี่บาท" ข้างบน

ตัวอย่างคำนวณจริงสามแบบ

แบบที่ 1 มนุษย์เงินเดือน 50,000 บาทต่อเดือน ไม่มีลดหย่อนพิเศษ

ขั้นตอนจำนวน (บาท)
เงินได้ทั้งปี600,000
หักค่าใช้จ่าย 50% เพดาน 100,000−100,000
หักลดหย่อนส่วนตัว−60,000
หักประกันสังคม−10,500
เงินได้สุทธิ429,500
ภาษี 150,000 แรก อัตรา 0%0
ช่วง 150,001–300,000 คิด 150,000 × 5%7,500
ช่วง 300,001–429,500 คิด 129,500 × 10%12,950
ภาษีที่ต้องจ่าย20,450

แบบที่ 2 คนเดียวกัน แต่วางแผนลดหย่อนเต็มที่

สมมติซื้อประกันชีวิต 100,000 บาท บวก RMF 100,000 บาท และเลี้ยงดูพ่อแม่ 2 คนอีก 60,000 บาท รวมลดหย่อนเพิ่ม 260,000 บาท เงินได้สุทธิเหลือ 169,500 บาท ภาษีเหลือ 975 บาท

ประหยัดไป 19,475 บาท จากเงินที่จ่ายออกไปจริง 200,000 บาท เพราะค่าลดหย่อนพ่อแม่ 60,000 บาทเป็นของฟรี คิดเป็นอัตราคืน 9.7% ของเงินที่ลงไป และเงิน 200,000 บาทนั้นถูกล็อกไว้ในกรมธรรม์กับกองทุน ไม่ใช่เงินที่หายไปเฉย ๆ แต่ก็ไม่ใช่เงินที่หยิบมาใช้ได้

แบบที่ 3 ฟรีแลนซ์หรือค้าขาย รายได้ 600,000 บาท

เงินได้ประเภท 40(8) เช่น ค้าขาย ผลิต หรือบริการทั่วไป หักค่าใช้จ่ายได้ 60% แบบเหมา ไม่มีเพดาน หรือหักตามจริงถ้าเก็บหลักฐานครบ ซึ่งต่างจากมนุษย์เงินเดือนที่ถูกจำกัดไว้ที่ 100,000 บาทอย่างมาก

  • หักค่าใช้จ่าย 60% เท่ากับ 360,000 บาท เหลือ 240,000 บาท
  • หักลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เหลือ เงินได้สุทธิ 180,000 บาท
  • ภาษีเท่ากับ (180,000 − 150,000) × 5% เท่ากับ 1,500 บาท

รายได้เท่ากันกับแบบที่ 1 แต่ภาษีต่างกันเกือบ 14 เท่า เพราะโครงสร้างการหักค่าใช้จ่ายคนละแบบ นี่คือเหตุผลที่คนมีรายได้หลายทางควรแยกประเภทเงินได้ให้ถูกต้อง ไม่ใช่รวมเป็นก้อนเดียว

กับดักที่คนวางแผนภาษีมักพลาด

ซื้อของลดหย่อนทั้งที่ยังไม่เสียภาษี เป็นกับดักอันดับหนึ่ง ดูตารางในหัวข้อที่สาม ถ้าเงินเดือนยังไม่ถึงราว 26,700 บาท ค่าลดหย่อนคืนภาษีให้ 0 บาท

คิดว่าเพดานแต่ละตัวบวกกันได้ ประกันชีวิต 100,000 บวกประกันสุขภาพ 25,000 ไม่ได้แปลว่าลดหย่อนได้ 125,000 บาท เพดานรวมคือ 100,000 บาท เช่นเดียวกับ RMF บวก PVD บวกบำนาญ ที่รวมกันไม่เกิน 500,000 บาท

ลืมนับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่บริษัทหักให้ เงินส่วนนี้กินโควตาเพดาน 500,000 บาทไปแล้ว หลายคนซื้อ RMF เพิ่มจนเกินเพดานโดยไม่รู้ตัว ส่วนที่เกินลดหย่อนไม่ได้และผิดเงื่อนไขกองทุนด้วย

รอซื้อเดือนธันวาคม ราคากองทุนช่วงปลายปีไม่ได้ถูกลง และการทยอยซื้อทั้งปีให้ต้นทุนเฉลี่ยที่ดีกว่า ถ้าสนใจวิธีนี้อ่านการลงทุนแบบ DCA

บริจาคแล้วไม่ได้ QR e-Donation ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ใบเสร็จกระดาษใช้ไม่ได้ สิทธิหายทั้งก้อน

พี่น้องใช้สิทธิลดหย่อนพ่อแม่ซ้ำกัน พ่อแม่หนึ่งคนให้ลูกใช้สิทธิได้คนเดียว ถ้ายื่นซ้ำ กรมสรรพากรจะเรียกคืนพร้อมเบี้ยปรับ

ลืมยื่นเพราะคิดว่าไม่มีภาษีต้องจ่าย ถ้าถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ระหว่างปี การไม่ยื่นแปลว่าคุณยกเงินก้อนนั้นให้รัฐฟรี ๆ

ยื่นภาษีเมื่อไร ยื่นยังไง

เงินได้ของ ปีภาษี 2569 คือ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2026 นำไปยื่นต้นปี 2570

  • ยื่นแบบกระดาษ ที่สำนักงานสรรพากรพื้นที่ ถึง 31 มีนาคม 2570
  • ยื่นออนไลน์ ผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร ถึงราว 8 เมษายน 2570 กรมสรรพากรมักขยายเวลาให้ผู้ยื่นออนไลน์ ควรตรวจกำหนดการอีกครั้ง

แบบที่ใช้คือ ภ.ง.ด.91 สำหรับคนที่มีเฉพาะเงินเดือน และ ภ.ง.ด.90 สำหรับคนที่มีเงินได้ประเภทอื่นด้วย

เอกสารที่ควรเตรียม ได้แก่ หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย (50 ทวิ) จากนายจ้าง หนังสือรับรองเบี้ยประกัน หนังสือรับรองการซื้อหน่วยลงทุน RMF และ Thai ESG ใบเสร็จดอกเบี้ยบ้านจากธนาคาร และหลักฐาน e-Donation

สรุป

สิ่งที่คุ้มค่าที่สุดที่จะทำกับบทความนี้ ไม่ใช่การจำเพดานทุกตัว แต่คือการรู้ อัตราภาษีขั้นสูงสุดของตัวเอง เพราะมันคือตัวเลขเดียวที่บอกว่าค่าลดหย่อนทุกบาทคืนกลับมาเท่าไร

  • ถ้าคุณอยู่ขั้น 0% ให้หยุดซื้อของลดหย่อนเพื่อภาษี เพราะมันคืนศูนย์
  • ถ้าคุณอยู่ขั้น 5 ถึง 10% ให้ใช้ของฟรีให้ครบก่อน ทั้งบิดามารดา บุตร และประกันสังคม แล้วค่อยพิจารณากองทุน
  • ถ้าคุณอยู่ขั้น 20% ขึ้นไป การวางแผนภาษีคุ้มจริง เพดานรวม 500,000 บาทของกองทุนเกษียณ และ Thai ESG อีก 300,000 บาทที่แยกต่างหาก คือสองก้อนที่ให้ผลมากที่สุด
  • ปี 2569 มีของใหม่ก้อนใหญ่คือ โซลาร์รูฟท็อป 200,000 บาท และของที่หายไปคือ Easy E-Receipt

กรอกตัวเลขจริงของคุณได้ที่เครื่องคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งคิดตามกฎปีภาษี 2569 ทั้งเพดานรวมและเงื่อนไขของแต่ละรายการ

แหล่งอ้างอิง

ตัวเลขภาษีทุกช่องในบทความนี้คำนวณด้วยเครื่องมือคำนวณภาษีของ tetono.com ตามกฎปีภาษี 2569 บนสมมติฐานที่ระบุไว้ในแต่ละตาราง ข้อมูล ณ กันยายน 2026 กฎหมายภาษีเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรก่อนตัดสินใจ

คำถามที่พบบ่อย

รายได้เท่าไรถึงเริ่มเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา?
ถ้ามีเฉพาะเงินเดือนและใช้แค่ค่าลดหย่อนอัตโนมัติ (ค่าใช้จ่าย 50% สูงสุด 100,000 + ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 + ประกันสังคม 10,500) จุดที่เริ่มเสียภาษีบาทแรกคือเงินได้ทั้งปีราว 320,500 บาท หรือประมาณ 26,700 บาทต่อเดือน ต่ำกว่านั้นภาษีเป็นศูนย์ แต่ยังต้องยื่นแบบถ้าเงินได้ถึงเกณฑ์ยื่น
ซื้อกองทุนลดหย่อนภาษี 100,000 บาท ได้เงินคืนเท่าไร?
ไม่ใช่ 100,000 บาท และไม่เท่ากันทุกคน เงินที่ประหยัดได้เท่ากับค่าลดหย่อนคูณอัตราภาษีขั้นสูงสุดของคุณ เงินเดือน 30,000 บาทประหยัดได้ราว 1,975 บาท เงินเดือน 50,000 บาทได้ 10,000 บาท ส่วนเงินเดือน 150,000 บาทได้ 25,000 บาท ยิ่งฐานภาษีต่ำ การซื้อกองทุนเพื่อลดภาษียิ่งไม่คุ้ม
SSF ยังลดหย่อนภาษีได้ไหม?
ไม่ได้แล้ว สิทธิลดหย่อน SSF ให้ถึงปีภาษี 2567 เป็นปีสุดท้าย ตั้งแต่ปีภาษี 2568 เป็นต้นมา เงินที่ซื้อ SSF ใหม่นำมาลดหย่อนไม่ได้ ถ้าต้องการกองทุนลดหย่อนให้ดู RMF หรือ Thai ESG แทน
ปีภาษี 2569 มี Easy E-Receipt หรือ ช้อปดีมีคืน ไหม?
ณ กันยายน 2026 ยังไม่มีมาตรการสำหรับปีภาษี 2569 เพราะเป็นมาตรการที่ต้องผ่านมติคณะรัฐมนตรีใหม่ทุกปี และรัฐบาลรักษาการอนุมัติมาตรการที่กระทบรายได้ภาษีของรัฐไม่ได้ ควรติดตามประกาศกรมสรรพากรอีกครั้ง
ประกันสังคมลดหย่อนภาษีได้กี่บาทในปีภาษี 2569?
สูงสุด 10,500 บาท เพิ่มจากเดิม 9,000 บาท เพราะเพดานค่าจ้างที่ใช้คำนวณเงินสมทบขยับจาก 15,000 เป็น 17,500 บาทต่อเดือน ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ทำให้เงินสมทบสูงสุดเป็น 875 บาทต่อเดือน
ยื่นภาษีปีภาษี 2569 ได้เมื่อไร?
ยื่นในช่วงต้นปี 2570 โดยยื่นแบบกระดาษได้ถึง 31 มีนาคม 2570 และยื่นออนไลน์ผ่าน e-Filing ได้ถึงราว 8 เมษายน 2570 ควรตรวจกำหนดการที่เว็บไซต์กรมสรรพากรอีกครั้งทุกปี

บทความที่เกี่ยวข้อง

คริปโตสำหรับมือใหม่ 2026: เริ่มต้นอย่างเข้าใจและปลอดภัย
การเงิน

คริปโตสำหรับมือใหม่ 2026: เริ่มต้นอย่างเข้าใจและปลอดภัย

คู่มือคริปโตฉบับมือใหม่ ปี 2026 — คริปโตคืออะไร ความเสี่ยงจริง เลือกกระดานเทรดที่ได้ใบอนุญาต ก.ล.ต. กฎภาษีคริปโตล่าสุด และกลโกงที่ต้องระวัง อ่านจบเริ่มได้อย่างปลอดภัย

อ่าน 35 นาทีอ่านบทความ
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) 2026: เข้าใจให้ครบ ใช้สิทธิให้คุ้ม
การเงิน

กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) 2026: เข้าใจให้ครบ ใช้สิทธิให้คุ้ม

คู่มือกองทุนสำรองเลี้ยงชีพฉบับเข้าใจง่าย 2026 — อัตราสะสม เงินสมทบนายจ้าง สิทธิลดหย่อนภาษี เงื่อนไขอายุงาน (vesting) และวิธีจัดการเงินตอนลาออกให้ไม่เสียภาษีก้อนโต

อ่าน 24 นาทีอ่านบทความ
ประกันบ้าน 2569: อัคคีภัย vs ประกันภัยบ้าน เลือกยังไงไม่พลาด
การเงิน

ประกันบ้าน 2569: อัคคีภัย vs ประกันภัยบ้าน เลือกยังไงไม่พลาด

เทียบประกันอัคคีภัยกับประกันภัยบ้าน 2569 ต่างจากประกันภัยพิบัติแห่งชาติ (ฟรี) ยังไง วิธีคำนวณทุนประกันไม่ให้โดนเฉลี่ยจ่าย พร้อมราคาเบี้ยจริงจากหลายบริษัท

อ่าน 35 นาทีอ่านบทความ