โมร็อกโก 3-0 แคนาดา: อูนาฮิซัดสองประตู พา 'สิงห์แห่งแอตลาส' ทะลุ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2026

เสียงเชียร์ดังกระหึ่มจากอัฒจันทร์ในเมืองฮุสตัน ทว่าสีเสื้อที่ฉลองชัยชนะในคืนวันที่ 4 กรกฎาคม 2026 กลับเป็นสีขาว-แดง-เขียวของโมร็อกโก ไม่ใช่สีแดงของเจ้าภาพ "เหล่าสิงห์แห่งแอตลาส" ทำลายความฝันของแคนาดาในรอบ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2026 ด้วยชัยชนะถล่มทลาย 3-0 อัซเซดีน อูนาฮิ คือฮีโรของคืนวัน บันทึกสองประตูในครึ่งหลัง ก่อนที่ซูฟิยาน ราฮิมิ จะปิดฉากด้วยประตูที่สาม พา "สิงห์แห่งแอตลาส" ทะลุสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายเป็นสมัยที่สองในประวัติศาสตร์ และสร้างสถิติใหม่ที่ไม่เคยมีทีมแอฟริกันทำได้มาก่อน
ครึ่งแรก: แคนาดากดดัน แต่โมร็อกโกยืนหยัด
ช่วง 45 นาทีแรกเต็มไปด้วยความตึงเครียด แคนาดาในฐานะเจ้าภาพร่วมลงสู่สนามพร้อมกดดันสูง สร้างโอกาสทำประตูหลายครั้งท่ามกลางเสียงเชียร์จากแฟนบอลในประเทศ แต่พลาดไปทั้งหมด ขณะที่ฝั่งโมร็อกโกต้องรับแรงกระแทกเพิ่มเติมตั้งแต่นาทีที่ 22 เมื่ออิสมาเอล ไซบารี กองหน้าตัวเก่งถูกบาดเจ็บและต้องออกจากสนาม
แม้เสียผู้เล่นสำคัญกลางเกม โมร็อกโกยังคงรักษาแนวรับให้แน่วแน่ตลอดครึ่งแรก ไม่เปิดโอกาสให้แคนาดาเอาชนะในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งได้ สกอร์ 0-0 เมื่อผู้ตัดสินเป่าหมดครึ่งแรก สะท้อนให้เห็นว่าโมร็อกโกไม่ได้มาเล่นให้สวยงาม แต่มาเล่นให้ชนะ
ครึ่งหลัง: อูนาฮิเปลี่ยนเกม — สองประตูในสามสิบนาที
ครึ่งหลังคือช่วงเวลาของ อัซเซดีน อูนาฮิ มิดฟิลด์วัย 25 ปีจากสโมสรพานาธินาอิกอสของกรีก
นาทีที่ 50 — อัครัฟ ฮาคิมิ กัปตันทีมจาก PSG ส่งบอลเด็ดทะลุแนวรับ อูนาฮิเข้าตัดบอลจากลูกเซตพีซอย่างชาญฉลาดก่อนปล่อยฟุตเตะโดนเป้าหมาย โมร็อกโกขึ้นนำ 1-0
นาทีที่ 82 — โมร็อกโกสวนกลับอย่างสายฟ้าแลบ บราฮิม ดีอาซ มิดฟิลด์เชื้อสายโมร็อกโก-สเปนจาก AC Milan ส่งบอลทะลุกลางสนามด้วยความแม่นยำ อูนาฮิวิ่งลงพื้นที่ก่อนปล่อยฟุตเตะอีกครั้ง โมร็อกโกขึ้นนำ 2-0
นาทีที่ 90+8 — ซูฟิยาน ราฮิมิ กองหน้าอาชีพที่เล่นในต่างประเทศ ปิดฉากด้วยการยิงอย่างชาญฉลาดในช่วงทดเวลา สกอร์กลายเป็น 3-0 ยุติทุกความหวังของแคนาดาอย่างสมบูรณ์
ดาวเด่นแห่งคืน: อูนาฮิ ฮาคิมิ และบราฮิม
ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากคนเดียว แต่สามนักเตะโดดเด่นเป็นพิเศษ
อัซเซดีน อูนาฮิ ไม่ใช่ชื่อที่คุ้นหูมากนักในวงกว้าง แต่หลังคืนนี้เขาจะถูกจดจำ มิดฟิลด์หมายเลข 8 ทำให้แฟนบอลทั่วโลกตะลึงด้วยสองประตูและพลังงานที่ไม่หยุดหย่อน เขาเคยเป็นส่วนหนึ่งของบันทึกประวัติศาสตร์โมร็อกโกในฟุตบอลโลก 2022 ณ กาตาร์ และยังคงยกระดับตัวเองต่อไปในทุกนัด
อัครัฟ ฮาคิมิ กัปตันทีมและดีเฟนเดอร์แนวรุกระดับโลกจาก PSG คือผู้ขับเคลื่อนสำคัญ เขาให้แอสซิสต์ประตูแรกและสร้างความกดดันอย่างต่อเนื่องตลอดเกม ด้วยความสามารถรุกล้ำพื้นที่เป็นเวิงแบ็คที่ทำงานได้ทั้งสองด้าน
บราฮิม ดีอาซ ผู้เล่นเชื้อสายโมร็อกโก-สเปนที่ตัดสินใจเลือกเป็นตัวแทนโมร็อกโกตั้งแต่ปี 2021 มีส่วนสำคัญในการสร้างประตูที่สองด้วยการส่งบอลทะลุที่เฉียบคม

โค้ชใหม่ อูอาห์บิ: บุรุษผู้พิสูจน์ว่าโมร็อกโกไม่ได้อยู่กับโค้ชคนเดียว
ต้นปี 2026 โมร็อกโกเผชิญวิกฤตความเชื่อมั่น — วาลิด เรกกราจี โค้ชผู้นำทีมไปสู่รอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2022 ในกาตาร์ (ประวัติศาสตร์ในฐานะทีมแรกจากแอฟริกาและโลกอาหรับที่ทำสำเร็จ) ลาออกหลังพ่ายแพ้ในรอบชิงชนะเลิศแอฟริกา คัพ ออฟ เนชันส์ 2025 สหพันธ์ฟุตบอลโมร็อกโกจึงเลือก โมฮาเหม็ด อูอาห์บิ วัย 49 ปี โค้ชทีมชาติรุ่น U-20 ที่เพิ่งพาทีมคว้าแชมป์โลก U-20 ในปีที่ผ่านมา มารับตำแหน่งเพียงสามเดือนก่อนฟุตบอลโลกเริ่มต้น
หลายคนตั้งคำถามว่าโมร็อกโกจะไปรอดหรือไม่ — คำตอบคือใช่
"เราปรับตัวได้ดีมากในครึ่งหลัง ในช่วงนั้นเราสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่พวกเขาเปิดให้ได้" โค้ชอูอาห์บิกล่าวหลังเกม ความสงบเยือกเย็นของเขาสะท้อนให้เห็นว่าเขาพร้อมสำหรับเวทีนี้

แคนาดา: ความฝันของเจ้าภาพที่สลายไป
แม้จะแพ้ ทีมชาติแคนาดายังคงเป็นที่น่าภาคภูมิใจ นี่คือการแข่งขันฟุตบอลโลกในฐานะเจ้าภาพร่วม (ร่วมกับสหรัฐอเมริกาและเม็กซิโก) และพวกเขาผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้ายได้ ซึ่งเป็นมาตรฐานที่สูงกว่าที่คาดไว้สำหรับหลายคน
แต่ความเจ็บปวดยิ่งทวีขึ้นเมื่อ อัลฟอนโซ ดาวีส์ กองหลังแนวรุกดาวเด่นจาก Bayern Munich ต้องนั่งดูอยู่นอกสนาม ดาวีส์มีปัญหาแฮมสตริงก่อนเกม แม้ผล MRI ไม่พบอาการบาดเจ็บใหม่ แต่ทีมแพทย์และโค้ชเจสซี มาร์ซ เห็นว่าการลงเล่นมีความเสี่ยงสูงเกินไป
"ทุกคนในทีมทำงานได้ยอดเยี่ยม 11 คนในครึ่งแรก... เราประสบความสำเร็จมหาศาลในการแข่งขันครั้งนี้" มาร์ซ กล่าวหลังแมตช์ แม้จะเต็มไปด้วยความผิดหวัง แต่เขาพยายามมองหาแง่บวกสำหรับอนาคต

ข้างหน้า: โมร็อกโกพบฝรั่งเศส — ท้าทายแชมป์เก่า
โมร็อกโกตอนนี้ยืนอยู่ที่ที่ไม่มีทีมแอฟริกันเคยยืนมาก่อน — รอบ 8 ทีมสุดท้ายฟุตบอลโลก 2 สมัยซ้อน ในกาตาร์ 2022 พวกเขาไปได้ถึงรอบรองชนะเลิศก่อนแพ้ฝรั่งเศส และตอนนี้ ทั้งสองชาติกำลังจะพบกันอีกครั้ง
ฝรั่งเศสเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายหลังเอาชนะปารากวัย 1-0 ด้วยประตูลูกโทษของกิลยาน มบัปเป ซึ่งเป็นประตูฟุตบอลโลกลูกที่ 19 ในอาชีพของเขา แมตช์นัดนี้จะจัดขึ้นที่เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา ในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้
สำหรับโมร็อกโก นี่ไม่ใช่แค่เรื่องกีฬา แต่เป็นสัญลักษณ์ของพลังฟุตบอลแอฟริกาที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทีมที่เต็มไปด้วยผู้เล่นอาชีพในลีกชั้นนำของยุโรปอย่างฮาคิมิ (PSG) และดีอาซ (AC Milan) กำลังพิสูจน์ว่าแอฟริกาพร้อมแล้วสำหรับเวทีระดับสูงสุด
ติดตามผลฟุตบอลโลก 2026 เพิ่มเติมได้ที่บทความ ปารากวัยช็อกโลก พิชิตเยอรมัน รอบ 32 ทีมสุดท้าย ก่อนหน้านี้
แหล่งข่าว
คำถามที่พบบ่อย
- โมร็อกโกจะพบกับใครในรอบก่อนรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026?
- โมร็อกโกจะพบกับฝรั่งเศสในรอบก่อนรองชนะเลิศ ณ เมืองบอสตัน สหรัฐอเมริกา โดยฝรั่งเศสเพิ่งเอาชนะปารากวัย 1-0 ด้วยประตูของมบัปเปในรอบก่อนหน้า
- ทำไมอัลฟอนโซ ดาวีส์ ถึงไม่ได้ลงเล่นในนัดนี้?
- ดาวีส์ รู้สึกไม่สบายที่แฮมสตริงก่อนเกม แม้ผล MRI ไม่พบอาการบาดเจ็บใหม่ แต่ทีมแพทย์และโค้ชเจสซี มาร์ซ ตัดสินใจให้พักเพื่อป้องกันความเสี่ยง
- โมร็อกโกเคยทำสถิติอะไรในฟุตบอลโลก 2022?
- ในกาตาร์ 2022 โมร็อกโกภายใต้การนำของโค้ชวาลิด เรกกราจี กลายเป็นทีมแรกจากแอฟริกาและโลกอาหรับที่ผ่านเข้ารอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ต่างประเทศสเปนเฉือนโปรตุเกส 1-0 นาทีสุดท้าย โรนัลโด้อำลาฟุตบอลโลกด้วยน้ำตา
สเปนเฉือนโปรตุเกส 1-0 จากประตูนาที 90+1 ของมิเกล เมริโน ผ่านเข้ารอบ 8 ทีมฟุตบอลโลก 2026 ส่งโรนัลโด้ วัย 41 อำลาเวทีโลกด้วยน้ำตา
ต่างประเทศเมสซี่ vs ยามาล: รอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 นัดที่ชะตาเขียนไว้ล่วงหน้า 19 ปี
อาร์เจนตินาพบสเปนในรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 2026 วันที่ 19 กรกฎาคม ณ เมตไลฟ์สเตเดียม — เมสซี่ วัย 39 ปี เตรียมโคจรพบ ลามีน ยามาล ที่เคยอยู่ในภาพถ่ายเดียวกันตั้งแต่ยามาลยังเป็นทารกอายุ 5 เดือน
ต่างประเทศปารากวัยช็อกโลก! ล้มเยอรมนีดวลจุดโทษ 4-3 — บันทึกหน้าใหม่ฟุตบอลโลก 2026
ปารากวัยอันดับ 41 ของโลก เอาชนะเยอรมนีดวลจุดโทษ 4-3 รอบ 32 ทีมฟุตบอลโลก 2026 นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เยอรมนีแพ้ดวลจุดโทษในฟุตบอลโลก