สหรัฐเก็บภาษี 12.5% สินค้าไทย ไทยเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าหวังลดเหลือ 10%

สหรัฐฯ เริ่มเรียกเก็บ ภาษีนำเข้า 12.5% จากสินค้าไทยส่วนใหญ่อย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2569 แทนที่ภาษีชั่วคราว 10% ที่ใช้มาก่อนหน้านี้ โดยสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ให้เหตุผลว่าไทยยังไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจาก แรงงานบังคับ ที่เข้มงวดเพียงพอ ไทยเป็น 1 ใน 38 ประเทศคู่ค้าที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มอัตรา 12.5% นี้ ขณะที่ภาครัฐเปิดเผยว่ากำลังเร่งเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อลดอัตราภาษีให้ต่ำลงในระยะต่อไป
เกิดอะไรขึ้น
มาตรการนี้อยู่ภายใต้ มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ ปี 1974 ซึ่งต่างจากภาษี "ตอบโต้" (reciprocal tariff) ทั่วไปที่หลายประเทศเจอมาตั้งแต่ต้นปี เพราะมาตรา 301 ไม่มีวันสิ้นสุดที่ชัดเจนเหมือนมาตรการชั่วคราวอื่น ๆ USTR สรุปว่าการที่ไทยไม่ห้ามนำเข้าสินค้าที่มีแรงงานบังคับเกี่ยวข้องในกระบวนการผลิต เป็นการสร้างภาระต่อการค้าของสหรัฐฯ จึงใช้มาตรการภาษีตอบโต้ ร่วมกับประเทศคู่ค้าอีกหลายสิบประเทศทั่วโลก
ข่าวดีสำหรับผู้ส่งออกไทยคือ ภาครัฐเจรจาขอยกเว้นภาษีเพิ่มนี้ให้กับสินค้าถึง 2,120 รายการ ซึ่งคิดเป็น มากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าการส่งออกไทยไปสหรัฐฯ ทั้งหมด กลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้น ได้แก่ วงจรรวม (ชิป) ชิ้นส่วนอากาศยาน ยางธรรมชาติ แป้งมันสำปะหลัง สับปะรดและผลไม้แปรรูป รวมถึงสินค้าที่ถูกเก็บภาษีด้านความมั่นคงแห่งชาติอยู่แล้ว เช่น รถยนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดง
ทำไมไทยไม่ได้อัตราต่ำเหมือนเพื่อนบ้าน
ประเด็นที่ทำให้หลายฝ่ายในไทยกังวลคือ ประเทศเพื่อนบ้านอย่าง มาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชา ได้อัตราภาษีเพียง 10% ทั้งที่บางประเทศก็ไม่มีกฎหมายห้ามแรงงานบังคับที่เข้มงวดเช่นเดียวกับไทย เหตุผลคือประเทศเหล่านี้ ยอมรับเงื่อนไขในข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade หรือ ART) กับสหรัฐฯ ครบทุกข้อแล้ว จึงได้รับอัตราภาษีฐานที่ต่ำกว่าประเทศที่ยังเจรจาไม่จบ
ไทยกับสหรัฐฯ เคยลงนาม แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยกรอบข้อตกลง ART มาตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 และเดินหน้าเจรจารายละเอียดมาต่อเนื่อง ล่าสุด ดร.กีรติ รัชโน (Kirida Bhaopichitr) รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าไทยได้รวบรวมข้อเสนอจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและยื่นให้ฝ่ายสหรัฐฯ ไปแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการตอบกลับว่าจะยอมรับหรือขอให้ปรับเพิ่มเติม โดยระบุว่าแนวทางของไทยคือ "สละเบี้ยเพื่อรักษาขุน" — ยอมเสียประโยชน์เล็กน้อยบางจุดเพื่อรักษาผลประโยชน์ภาพรวมของประเทศในระยะยาว มากกว่าการเร่งปิดดีลแบบเร่งรัด
ผลกระทบต่อธุรกิจไทย
ระหว่างเดือนมกราคม–พฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ ราว 38,037 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 23.5% ของการส่งออกทั้งหมดของประเทศ — สหรัฐฯ ยังเป็นตลาดส่งออกอันดับต้น ๆ ของไทยอย่างชัดเจน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กำลังเร่งประเมินผลกระทบเป็นการด่วน โดยกลุ่มสินค้าที่คาดว่าจะกระทบมากเพราะไม่อยู่ในรายการยกเว้น ได้แก่ อาหารแปรรูป ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อัญมณีและเครื่องประดับ และเฟอร์นิเจอร์
ภาพประกอบ: ท่าเรือกรุงเทพ (คลองเตย) หนึ่งในประตูการค้าส่งออกของไทย — ภาพโดย Ahoerstemeier — CC BY-SA 3.0 via Wikimedia Commons
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสระนุกูล ประธาน ส.อ.ท. ระบุว่าอุตสาหกรรมไทยปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานสากลมาอย่างต่อเนื่อง และเสนอแนวทาง 4 ด้าน รับมือระยะยาว ได้แก่ การกระจายตลาดส่งออกใหม่ ยกระดับมาตรฐานการผลิต พัฒนาสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น และเพิ่มความโปร่งใสในการตรวจสอบย้อนกลับของซัพพลายเชน ด้านนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย มองว่าคู่แข่งส่วนใหญ่ของไทยก็ได้อัตราภาษีที่เท่ากันหรือใกล้เคียงกัน จึงเรียกร้องให้ไทยเร่งออกกฎหมายป้องกันแรงงานบังคับให้เข้มแข็งขึ้นเพื่อใช้เป็นข้อต่อรองในการเจรจารอบต่อไป
รัฐบาลช่วยผู้ส่งออกอย่างไร
ภาพ: สุภัชญา สุทุมพัน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ซ้าย) ระหว่างการพบผู้แทนสหภาพยุโรปต้นปี 2569 — ภาพโดย Claudio Centonze / European Union, 2026 — CC BY 4.0 via Wikimedia Commons
กระทรวงพาณิชย์ออกมาตรการเยียวยาคู่ขนานกับการเจรจา ได้แก่ สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ สำหรับผู้ส่งออกที่ได้รับผลกระทบ มาตรการด้านภาษี ช่วยลดต้นทุน ลดต้นทุนค่าขนส่งและโลจิสติกส์ สนับสนุนให้ใช้ วัตถุดิบในประเทศ มากขึ้นในสายการผลิต และเร่ง กระจายตลาดส่งออก ไปยังประเทศอื่นเพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ ตลาดเดียว นางสุภัชญา สุทุมพัน รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยืนยันว่าไทยยังคง "หารือกับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุข้อตกลงที่เป็นประโยชน์อย่างสมดุลกับทั้งสองฝ่าย"
ความเสี่ยงระยะต่อไปที่ต้องจับตา
สิ่งที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่าคือ ไทยยังเผชิญการไต่สวนมาตรา 301 รอบที่สอง แยกออกไปอีกกรณี เรื่อง "กำลังผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง" (structural overcapacity) โดยสหรัฐฯ กังวลว่าสินค้าจากประเทศอื่น โดยเฉพาะจีน อาจถูกนำเข้ามาผ่านกระบวนการแปรรูปเพียงเล็กน้อยในไทยก่อนส่งออกต่อในนามสินค้าไทย (practice ที่เรียกว่า circumvention) หากการไต่สวนนี้นำไปสู่มาตรการภาษีเพิ่มอีก 12.5% ไทยอาจเผชิญภาษีรวมสูงถึง 25% กลุ่มสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ โทรศัพท์มือถือ อุปกรณ์สื่อสาร วงจรรวม คอมพิวเตอร์ เหล็ก ยาง ชิ้นส่วนยานยนต์ และหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 31% ของสินค้านำเข้าจากจีนที่ไทยนำมาผลิตต่อ
ดร.อาจ พีระวัชร นักวิชาการด้านการค้าระหว่างประเทศ ให้ความเห็นว่า "สหรัฐฯ จับตาไทยใกล้ชิดมากขึ้น เพราะไทยเชื่อมโยงลึกกับจีนผ่านเครื่องจักร ส่วนประกอบ วัตถุดิบ และเทคโนโลยี" ซึ่งเป็นประเด็นที่ไทยต้องเตรียมคำอธิบายและมาตรการตรวจสอบย้อนกลับให้ชัดเจนในการเจรจารอบต่อไป
สิ่งที่ต้องติดตามต่อจากนี้
ภาพประกอบ: มาเรีย แอล. ปากัน (María L. Pagán) รองผู้แทนการค้าสหรัฐฯ ประจำสำนักงานเจนีวา หนึ่งในผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ไทยกำลังเจรจาข้อตกลง ART ด้วย — ภาพโดย Executive Office of the President of the United States — Public domain via Wikimedia Commons
ทีมเจรจาของไทยกำลังรอการตอบกลับจากฝ่ายสหรัฐฯ ต่อข้อเสนอ ART ที่ยื่นไปแล้ว ว่าจะได้รับการยอมรับหรือถูกขอให้ปรับเงื่อนไขเพิ่มเติม ขณะเดียวกันก็ต้องจับตาว่าการไต่สวนมาตรา 301 กรณีกำลังผลิตส่วนเกินจะได้ข้อสรุปเมื่อใด และจะกระทบภาษีรวมของไทยอีกหรือไม่ สำหรับผู้ประกอบการ ภาครัฐแนะนำให้ติดตามประกาศจากกระทรวงพาณิชย์อย่างใกล้ชิด และใช้ประโยชน์จากมาตรการสินเชื่อและการสนับสนุนที่ออกมาแล้วเพื่อบริหารความเสี่ยงในช่วงที่การเจรจายังไม่ได้ข้อสรุป
เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังได้แรงหนุนจากการลงทุนด้าน AI และอิเล็กทรอนิกส์ (ไทยติด Top 4 โลกผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI) ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีนี้ไปแล้ว ทำให้แรงกระแทกต่อภาพรวมการส่งออกยังจำกัดอยู่ที่กลุ่มอุตสาหกรรมดั้งเดิมเป็นหลัก และเป็นสถานการณ์คู่ขนานกับที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญนโยบายการค้าที่แข็งกร้าวขึ้นจากสหรัฐฯ เช่นเดียวกับ กรณีภาษี 50% ที่แคนาดาถูกเรียกเก็บ ก่อนหน้านี้
แหล่งข่าว
- Nation Thailand — Thailand moves to shield exporters from 12.5% US tariff
- Nation Thailand — Thailand on alert as US Section 301 probe raises tariff risk up to 25%
- Nation Thailand — Thailand, US move ahead on reciprocal trade deal, says Suphajee
- Thai Enquirer — Thailand seeks lower US tariff as 12.5% levy takes effect
- เดลินิวส์ — ส.อ.ท.เร่งประเมินผลกระทบภาษีทรัมป์ 12.5% โดนแน่อาหารแปรรูป ชิ้นส่วนรถ สิ่งทอ
- USTR — Fact Sheet: The United States and Thailand Reach a Framework for an Agreement on Reciprocal Trade
คำถามที่พบบ่อย
- ภาษี 12.5% ที่สหรัฐเก็บจากสินค้าไทยคืออะไร?
- เป็นภาษีนำเข้าเพิ่มเติมตามมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐ ปี 1974 ที่สหรัฐเรียกเก็บจากไทยและอีกหลายสิบประเทศ โดยให้เหตุผลว่าประเทศเหล่านี้ยังไม่มีมาตรการห้ามนำเข้าสินค้าที่ผลิตจากแรงงานบังคับที่เข้มงวดเพียงพอ มีผลตั้งแต่ 24 กรกฎาคม 2569 แทนที่ภาษีชั่วคราว 10% ภายใต้มาตรา 122 ที่ใช้มาก่อนหน้า
- สินค้าไทยชนิดใดได้รับการยกเว้นภาษีนี้?
- ไทยเจรจาขอยกเว้นได้ 2,120 รายการสินค้า คิดเป็นมูลค่ามากกว่าครึ่งของการส่งออกไทยไปสหรัฐทั้งหมด ครอบคลุมกลุ่มสำคัญอย่างวงจรรวม (ชิป) ชิ้นส่วนอากาศยาน ยางธรรมชาติ มันสำปะหลัง สับปะรดและผลไม้แปรรูป รวมถึงสินค้าที่ถูกเก็บภาษีความมั่นคงแห่งชาติอยู่แล้วอย่างรถยนต์ เหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดง
- ทำไมมาเลเซีย อินโดนีเซีย และกัมพูชาถึงเสียภาษีแค่ 10%?
- เพราะประเทศเหล่านี้ยอมรับเงื่อนไขในข้อตกลงการค้าต่างตอบแทน (Agreement on Reciprocal Trade หรือ ART) กับสหรัฐครบทุกข้อ จึงได้รับอัตราภาษีฐานที่ต่ำกว่า ไทยเองกำลังเจรจา ART ของตนเองอยู่ แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ จึงยังถูกเก็บในอัตรา 12.5%
- ธุรกิจไทยจะได้รับผลกระทบแค่ไหน?
- กลุ่มที่มีแนวโน้มกระทบมากคืออาหารแปรรูป ชิ้นส่วนยานยนต์ สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม อัญมณีและเครื่องประดับ และเฟอร์นิเจอร์ ซึ่งไม่อยู่ในรายการยกเว้น ภาครัฐจึงออกมาตรการช่วยเหลือ เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและลดต้นทุนโลจิสติกส์ ควบคู่กับการเจรจาลดภาษีในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ไทยไทยติด Top 4 โลก! IMF ยกไทยเป็นผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI รายใหญ่สุด ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์พุ่ง 41.5%
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ยกไทยเป็น 1 ใน 4 ประเทศผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI รายใหญ่สุดของโลก พร้อมเกาหลีใต้-มาเลเซีย-ไต้หวัน ส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ 5 เดือนแรกพุ่ง 41.5% ไทยผลิตฮาร์ดดิสก์ให้โลก 80% ผ่าน WD-Seagate
ไทยทุเรียนไทยยุคใหม่: เกษตรกรกว่าหมื่นรายจับมือเทคโนโลยี ดันราชาผลไม้สู่ตลาดโลก
depa ขยายโครงการ OTOD Digital Durian ดึงเกษตรกรทุเรียนกว่า 10,000 รายใช้แอปบันทึก–ตรวจสอบย้อนกลับ คาดเพิ่มมูลค่าทุเรียนไทยถึง 11.7 พันล้านบาท
ไทยส่งออกไทยทุบสถิติ! เมษายน 2569 โต 23.1% บวกต่อเนื่อง 22 เดือนรวด อิเล็กทรอนิกส์-ผลไม้นำทัพ
ส่งออกไทยเดือนเมษายน 2569 มูลค่า 31,583 ล้านดอลลาร์ โต 23.1% บวกต่อเนื่อง 22 เดือน หลังมีนาคมทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นำโดยอิเล็กทรอนิกส์และผลไม้