ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
tetono.
เทคโนโลยีต่างประเทศ

Microsoft-Amazon พุ่ง Meta-Apple ร่วง ศึกงบ AI แสนล้านดอลลาร์ไตรมาสนี้

โดย กองบรรณาธิการ Tetonoอ่าน 18 นาที
แชร์บทความนี้
Microsoft-Amazon พุ่ง Meta-Apple ร่วง ศึกงบ AI แสนล้านดอลลาร์ไตรมาสนี้
Photo: Brian Smale / Microsoft — CC BY-SA 4.0 via Wikimedia Commons

บิ๊กเทค 4 ราย — Microsoft, Amazon, Meta และ Apple — รายงานผลประกอบการไตรมาสล่าสุดในสัปดาห์เดียวกันช่วง 29-31 กรกฎาคม 2569 ทุกบริษัทมีรายได้เกินความคาดหมายของนักวิเคราะห์ แต่ราคาหุ้นกลับเคลื่อนไหวคนละทิศทางอย่างชัดเจน Microsoft และ Amazon พุ่งขึ้นสองหลัก ขณะที่ Meta และ Apple ร่วงลง สะท้อนว่าตลาดหุ้นเริ่มตั้งคำถามจริงจังว่า เงินลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่ารวมเกือบ 725,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ กำลังให้ผลตอบแทนที่ "วัดได้" หรือยังเป็นเพียงการเดิมพันที่ยังไม่เห็นผล

Satya Nadella ซีอีโอ Microsoft ผู้นำบริษัทที่หุ้นพุ่งแรงที่สุดในสัปดาห์นี้จากผลประกอบการ Azure Photo: Brian Smale / Microsoft — CC BY-SA 4.0 via Wikimedia Commons

สัปดาห์ที่ตลาดตัดสินอนาคตการลงทุน AI ของบิ๊กเทค

Alphabet เปิดฉากรายงานผลก่อนเมื่อ 22 กรกฎาคม ตามด้วย Meta และ Microsoft ในวันที่ 29 กรกฎาคม และปิดท้ายด้วย Apple กับ Amazon ในวันที่ 30 กรกฎาคม รวมเป็นสัปดาห์ที่ตลาดเรียกว่า "Big Tech earnings week" ที่สำคัญที่สุดของปีนี้ เพราะเป็นครั้งแรกที่นักลงทุนจะได้เห็นตัวเลขจริงว่าเงินก้อนมหาศาลที่แต่ละบริษัททุ่มไปกับศูนย์ข้อมูลและชิปประมวลผล AI ตลอดปีที่ผ่านมา เริ่มกลับมาเป็นรายได้แล้วหรือยัง

ตัวเลขรวมน่าตกใจ: งบลงทุน (capex) ของ Alphabet, Amazon, Meta และ Microsoft รวมกันในปี 2569 พุ่งขึ้นเป็นราว 725,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 77% จากปี 2568 ที่ราว 410,000 ล้านดอลลาร์ และบางสำนักวิเคราะห์ (Goldman Sachs) คาดว่าจะพุ่งต่อไปแตะเกือบ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2570 ก่อนหน้านี้ Alphabet เองก็เจอแรงเทขายหนักไปแล้วเมื่อ 23 กรกฎาคม หุ้นร่วงกว่า 7% ในวันเดียว หลังประกาศเพิ่มงบลงทุนปีนี้เป็น 205,000 ล้านดอลลาร์ และรายงานกระแสเงินสดอิสระติดลบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้าตลาดหลักทรัพย์ปี 2547 ทั้งที่รายได้คลาวด์โตถึง 82%

Microsoft และ Amazon: เมื่อการเดิมพัน AI เริ่มออกดอกผล

Microsoft รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ปีงบการเงิน 2569 เมื่อ 29 กรกฎาคม รายได้รวม 90,010 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 18% จากปีก่อน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ที่ 87,620 ล้านดอลลาร์ กำไรต่อหุ้น 4.74 ดอลลาร์ เทียบกับที่คาด 4.24 ดอลลาร์ ตัวเลขที่ทำให้ตลาดตื่นเต้นที่สุดคือ Azure ซึ่งโต 43% ในไตรมาสนี้ ดันให้รายได้ Azure ตลอดปีงบการเงินทะลุ 100,000 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์บริษัท ยอดค้างส่งมอบตามสัญญา (backlog) เพิ่มขึ้นถึง 51,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว เป็น 678,000 ล้านดอลลาร์ ส่วนผู้ใช้ Microsoft 365 Copilot แบบเสียเงินก็ทะลุ 30 ล้านที่นั่ง เพิ่มขึ้นจากราว 20 ล้านเมื่อเดือนเมษายน

Amy Hood ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Microsoft กล่าวในการประชุมนักวิเคราะห์ว่า "ความต้องการยังคงเกินกว่ากำลังผลิตที่มีอยู่" (demand continues to exceed available supply) สะท้อนว่าลูกค้าต้องรอคิวใช้บริการคลาวด์ ตลาดตอบรับด้วยการดันหุ้น Microsoft พุ่งขึ้นราว 9-15% ในวันถัดมา ถือเป็นหนึ่งในวันที่ดีที่สุดของหุ้นบริษัทนับตั้งแต่ปี 2551 และเพิ่มมูลค่าตลาดขึ้นเกือบ 450,000 ล้านดอลลาร์ในวันเดียว

Amazon รายงานผลไตรมาส 2 ปี 2569 เมื่อ 30 กรกฎาคม ด้วยรายได้ 200,600 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 20% ทะลุหลัก 200,000 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรก กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 43% เป็น 27,500 ล้านดอลลาร์ ตัวเด่นคือ AWS ซึ่งโตถึง 37% เร็วที่สุดในรอบ 18 ไตรมาส ดันให้ AWS มีรายได้คิดเป็นอัตรารายปีถึง 169,000 ล้านดอลลาร์ และมียอดค้างส่งมอบตามสัญญาพุ่งขึ้น 132,000 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสเดียว เป็น 496,000 ล้านดอลลาร์

Andy Jassy ซีอีโอ Amazon ประกาศเพิ่มงบลงทุนเงินสดปีนี้จาก 200,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 220,000 ล้านดอลลาร์ โดยให้เหตุผลว่าต้นทุนชิปหน่วยความจำ (memory) แพงขึ้น และยอมรับตรงๆ ว่าแม้จะลงทุนขนาดนี้ก็ยัง "ไม่มีกำลังการผลิตเพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการทั้งหมดที่เรามีในปี 2569 และผมเชื่อว่าจะเป็นแบบนี้ต่อไปในปี 2570 ด้วย" ทั้งนี้กำไรของ Amazon ในไตรมาสนี้บางส่วนมาจากกำไรทางบัญชี (ไม่ใช่กำไรจากการดำเนินงานปกติ) มูลค่า 53,400 ล้านดอลลาร์ จากการตีมูลค่าหุ้นที่ Amazon ถือใน Anthropic บริษัท AI ใหม่ ซึ่งเป็นรายการทางบัญชี ไม่ใช่รายได้จากธุรกิจจริง

Andy Jassy ซีอีโอ Amazon ผู้ประกาศเพิ่มงบลงทุนปีนี้เป็น 220,000 ล้านดอลลาร์ ภาพ: Lisi Mezistrano Wolf — CC BY-SA 4.0 via Wikimedia Commons

Meta และ Apple: ต้นทุนที่มองไม่เห็นจนกว่าจะถึงเวลาจ่าย

Meta รายงานผลไตรมาส 2 ปี 2569 เมื่อ 29 กรกฎาคม รายได้ 60,800 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 28% สูงกว่าคาดการณ์เล็กน้อย แต่กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 6.18 ดอลลาร์ ต่ำกว่าที่คาดไว้ 7.22 ดอลลาร์ ถึง 14% ทำลายสถิติทำกำไรเกินคาดติดต่อกัน 6 ไตรมาส ตัวเลขที่ทำให้นักลงทุนตกใจที่สุดคือ กระแสเงินสดอิสระ (free cash flow) ที่หดตัวลง 91% จาก 8,550 ล้านดอลลาร์เมื่อปีก่อน เหลือเพียง 784 ล้านดอลลาร์ เพราะต้นทุนรวมพุ่งขึ้น 55% เป็น 42,030 ล้านดอลลาร์ ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายทางกฎหมาย 2,400 ล้านดอลลาร์ และค่าชดเชยพนักงานอีก 1,180 ล้านดอลลาร์ จากการปลดพนักงานราว 8,000 คนเมื่อเดือนพฤษภาคม บริษัทยังปรับเพิ่มงบลงทุนปีนี้เป็น 130,000-145,000 ล้านดอลลาร์ ตลาดตอบรับด้วยการเทขายหุ้นลงราว 7-10% ในคืนเดียว ทำให้มูลค่าทรัพย์สินส่วนตัวของ Mark Zuckerberg หายไปราว 15,000 ล้านดอลลาร์ในคืนเดียว

Apple รายงานผลไตรมาส 3 ปีงบการเงิน 2569 เมื่อ 30 กรกฎาคม ด้วยรายได้ 109,400 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 16% ทำสถิติไตรมาสเดือนมิถุนายนสูงสุดของบริษัท กำไรสุทธิ 29,800 ล้านดอลลาร์ หรือ 2.02 ดอลลาร์ต่อหุ้น สูงกว่าคาด รายได้ iPhone อยู่ที่ 54,250 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22% ทำสถิติในทุกภูมิภาค แต่ รายได้กลุ่มบริการ (Services) ซึ่งรวม App Store และ iCloud อยู่ที่ 30,740 ล้านดอลลาร์ ต่ำกว่าที่คาดไว้ที่ 31,220 ล้านดอลลาร์ และเป็นจุดที่นักลงทุนกังวลมากที่สุด ประกอบกับ Apple วางกลยุทธ์ AI แบบพึ่งพาพันธมิตรมากกว่าทุ่มงบสร้างศูนย์ข้อมูลเองแบบคู่แข่ง ทำให้หุ้นร่วงลงหลังประกาศผลราว 3-7% ทิม คุก (Tim Cook) ซึ่งเป็นผู้นำการประชุมนักวิเคราะห์ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายในตำแหน่งซีอีโอ ก่อนส่งไม้ต่อให้ John Ternus หัวหน้าฝ่ายวิศวกรรมฮาร์ดแวร์ ซึ่งจะรับตำแหน่งซีอีโอคนใหม่อย่างเป็นทางการวันที่ 1 กันยายน 2569 ตามแผนสืบทอดตำแหน่งที่บริษัทประกาศไว้ตั้งแต่เดือนเมษายน

เหตุใดตลาดถึงมองต่างกัน

จุดต่างที่ชัดเจนคือ Microsoft และ Amazon สามารถชี้ตัวเลขที่ "วัดผลตอบแทนได้ทันที" — ลูกค้าคลาวด์ภายนอกที่จ่ายเงินจริง (Azure, AWS) ที่โตเร็วขึ้นเรื่อยๆ และยังมีไม่พอขาย ขณะที่ Meta ใช้เงินก้อนใหญ่กับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อพัฒนาโมเดล AI ของตัวเองที่ยังไม่มีรายได้ตรงชัดเจน (แม้ Zuckerberg เริ่มพูดถึงการเปิดให้เช่าใช้กำลังประมวลผลส่วนเกินแบบธุรกิจคลาวด์ในอนาคต) ส่วน Apple แม้ธุรกิจหลักแข็งแรง แต่ยังไม่มีเรื่องราว AI ที่ทำให้ตลาดตื่นเต้นเท่าคู่แข่ง

นักวิเคราะห์รายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับ Fortune สรุปการเปลี่ยนมุมมองของตลาดไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า "คนสนใจเรื่องงบลงทุนกันมาก แทบจะหมกมุ่นกับมันเลย เมื่อก่อนยิ่งลงทุนเยอะยิ่งดี แต่ตอนนี้กลายเป็นยิ่งน้อยยิ่งดี" สะท้อนว่าตลาดหุ้นเริ่มหมดความอดทนกับ "การเดิมพัน AI ที่ไม่มีเพดาน" และต้องการเห็นผลตอบแทนที่จับต้องได้มากขึ้นในทุกไตรมาส

ศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่รองรับการประมวลผล AI ซึ่งเป็นสิ่งที่บิ๊กเทคทุ่มงบลงทุนหลักแสนล้านดอลลาร์ในปีนี้ ภาพประกอบ: BalticServers.com — CC BY-SA 3.0 via Wikimedia Commons

สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้

คำถามใหญ่ที่ยังไม่มีคำตอบคือบริษัทเหล่านี้จะหาเงินมาสนับสนุนงบลงทุนที่พุ่งไม่หยุดได้อย่างไรในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อต้นทุนชิปหน่วยความจำที่แพงขึ้นเรื่อยๆ อาจกดดันอัตรากำไรของทั้งอุตสาหกรรมในอนาคต เมื่อผู้สื่อข่าวถามตรงๆ ว่า Amazon จะหาเงินมาสนับสนุนงบที่เพิ่มขึ้นอีก 20,000 ล้านดอลลาร์อย่างไร Andy Jassy ตอบสั้นๆ เพียงว่า "วันนี้ยังไม่มีอะไรจะเปิดเผย"

สำหรับผู้อ่านชาวไทย เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่ไกลตัว เพราะไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตฮาร์ดแวร์สำคัญที่ป้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน AI ของบิ๊กเทคเหล่านี้โดยตรง — กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพิ่งจัดอันดับไทยเป็น 1 ใน 4 ผู้ส่งออกฮาร์ดแวร์ AI รายใหญ่ของโลก จากการส่งออกฮาร์ดดิสก์และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่พุ่งแรงในปีนี้ ทิศทางงบลงทุนของ Microsoft, Amazon, Meta และ Alphabet จึงส่งผลต่อคำสั่งซื้อและการส่งออกของไทยไม่ทางใดก็ทางหนึ่งในไตรมาสต่อๆ ไป

ข้อมูลสำคัญ ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2569:

  • งบลงทุน AI รวมของ Alphabet, Amazon, Meta, Microsoft ปี 2569: ราว 725,000 ล้านดอลลาร์ (เพิ่มขึ้น 77% จากปีก่อน)
  • Microsoft: หุ้น +9 ถึง 15%, Azure โต 43%, ทะลุ 100,000 ล้านดอลลาร์/ปี
  • Amazon: หุ้น +7 ถึง 15%, AWS โต 37% เร็วสุดใน 18 ไตรมาส, เพิ่มงบลงทุนเป็น 220,000 ล้านดอลลาร์
  • Meta: หุ้น -7 ถึง 10%, กระแสเงินสดอิสระ -91% เหลือ 784 ล้านดอลลาร์
  • Apple: หุ้น -3 ถึง 7%, รายได้ Services พลาดเป้า, Tim Cook ส่งไม้ต่อให้ John Ternus 1 ก.ย. 2569

แหล่งข่าว

คำถามที่พบบ่อย

ทำไมหุ้น Microsoft กับ Amazon ขึ้น แต่ Meta กับ Apple ลง ทั้งที่รายได้ดีเกินคาดเหมือนกัน?
เพราะนักลงทุนไม่ได้มองแค่ 'รายได้โตไหม' แต่มองว่าเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ที่ทุ่มสร้างศูนย์ข้อมูล AI นั้น กำลังแปลงเป็นรายได้จริงที่ 'วัดได้' หรือยัง Microsoft และ Amazon โชว์ตัวเลขคลาวด์ (Azure, AWS) ที่โตเร่งขึ้นและมีลูกค้ารอต่อคิวเกินกำลังผลิต จึงมองว่าคุ้มค่า ส่วน Meta กระแสเงินสดหดตัวแรงและ Apple รายได้บริการพลาดเป้า ทำให้นักลงทุนกังวลว่าเงินลงทุนก้อนใหญ่ยังไม่เห็นผลตอบแทนชัดเจน
งบลงทุน AI ของบิ๊กเทคระดับแสนล้านดอลลาร์เอาไปทำอะไร?
ส่วนใหญ่ใช้สร้างศูนย์ข้อมูล (data center) ซื้อชิปประมวลผล AI (เช่น GPU และชิปที่ออกแบบเอง) และวางโครงข่ายพลังงาน-เครือข่ายรองรับ เพื่อให้มีกำลังประมวลผลเพียงพอสำหรับบริการคลาวด์และโมเดล AI ของบริษัทเองและลูกค้าองค์กรที่เช่าใช้
เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับประเทศไทย?
ไทยเป็นหนึ่งในฐานการผลิตฮาร์ดแวร์ที่ป้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทาน AI ของบิ๊กเทคเหล่านี้ (ดูข่าวที่เกี่ยวข้องด้านล่าง) ดังนั้นทิศทางการลงทุน AI ของบริษัทเหล่านี้จึงส่งผลต่อคำสั่งซื้อฮาร์ดดิสก์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และการส่งออกของไทยโดยตรง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

จีนบังคับใช้กฎ AI ฉบับใหม่วันนี้ — Doubao-Qwen ปิด 'สหาย AI' กระทบผู้ใช้นับร้อยล้านต่างประเทศ
เทคโนโลยี

จีนบังคับใช้กฎ AI ฉบับใหม่วันนี้ — Doubao-Qwen ปิด 'สหาย AI' กระทบผู้ใช้นับร้อยล้าน

กฎหมายจีนว่าด้วย AI แบบมนุษย์มีผลบังคับใช้ 15 ก.ค. 2569 บังคับ ByteDance และ Alibaba ปิดฟีเจอร์ AI companion และ AI agent ที่สร้างความผูกพันทางอารมณ์ ผู้ใช้หลักร้อยล้านคนสูญเสียคู่สนทนา AI ที่สร้างสมมานานปี

อ่านข่าว
ประชุม AI โลกครั้งแรก: UN เตือนไม่มีหลักประกันว่า AI ขั้นสูงจะเชื่อฟังคำสั่งมนุษย์ต่างประเทศ
เทคโนโลยี

ประชุม AI โลกครั้งแรก: UN เตือนไม่มีหลักประกันว่า AI ขั้นสูงจะเชื่อฟังคำสั่งมนุษย์

สหประชาชาติเปิดเวทีกำกับ AI ระดับโลกครั้งแรกที่เจนีวา 6–7 กรกฎาคม 2569 คณะนักวิทยาศาสตร์ 40 คนเตือนยังไม่มีหลักประกันว่า AI ขั้นสูงจะเชื่อฟังคำสั่งมนุษย์

อ่านข่าว
ลงทุนต่างชาติไทยพุ่ง 80% แตะ 1.37 ล้านล้านบาท ดาต้าเซ็นเตอร์-AI นำทัพไทย
เทคโนโลยี

ลงทุนต่างชาติไทยพุ่ง 80% แตะ 1.37 ล้านล้านบาท ดาต้าเซ็นเตอร์-AI นำทัพ

บีโอไอเผยยอดขอลงทุนต่างชาติครึ่งแรกปี 2569 พุ่ง 80% เป็น 1.37 ล้านล้านบาท นำโดยดาต้าเซ็นเตอร์และ AI มูลค่า 1.12 ล้านล้านบาท สร้างงานกว่า 82,000 ตำแหน่ง

อ่านข่าว