ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
tetono.

ไทย-อินโดนีเซียจับมือ ตั้งเป้าการค้า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ปี 2573

โดย กองบรรณาธิการ Tetonoอ่าน 16 นาที
แชร์บทความนี้
ไทย-อินโดนีเซียจับมือ ตั้งเป้าการค้า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ปี 2573
Istana Merdeka by MichaelJLowe — CC BY-SA 3.0 via Wikimedia Commons

นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล เดินทางเยือนอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการระหว่างวันที่ 3-4 สิงหาคม 2569 นับเป็นการเยือนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของนายกรัฐมนตรีไทยในรอบ 15 ปี โดยได้พบหารือกับประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต ที่ทำเนียบประธานาธิบดี (Istana Merdeka) กรุงจาการ์ตา และร่วมกันประกาศ "แผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือไทย-อินโดนีเซีย 2569-2573" (Indonesia-Thailand Strategic Partnership Roadmap 2026-2030) ตั้งเป้าเพิ่มมูลค่าการค้าทวิภาคีเป็น 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2573 พร้อมทั้งเปิดเส้นทางบินตรงใหม่เชื่อมสองประเทศ

เยือนประวัติศาสตร์ ทลายความสัมพันธ์ที่ "นิ่งเกินไป"

ผู้นำอินโดนีเซียระบุว่าการเยือนครั้งนี้ "มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์" (historic) เนื่องจากแม้ไทยกับอินโดนีเซียจะมีความสัมพันธ์อันดีมายาวนานโดยไม่มีข้อพิพาทใหญ่ระหว่างกัน แต่ความสัมพันธ์กลับกลายเป็นสิ่งที่ "เป็นกิจวัตร" (routine) มากเกินไป ขาดการพบปะระดับผู้นำอย่างสม่ำเสมอ ปราโบโวจึงเน้นย้ำว่าทั้งสองประเทศ "ต้องพบปะและประสานงานกันบ่อยขึ้น" เพื่อให้ความร่วมมือแปลงเป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้จริงสำหรับประชาชนทั้งสองฝ่าย

ระหว่างการเยือน อนุทินยังได้แสดงความเสียใจต่อการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา และร่วมอวยพรวันคล้ายวันพระราชสมภพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยทั้งสองผู้นำยังมีภูมิหลังทางทหารร่วมกัน ซึ่งช่วยสร้างบรรยากาศที่เป็นกันเองตลอดการหารือ

Anutin Charnvirakul นายกรัฐมนตรีไทย ภาพ: Picture by Rory Arnold / No 10 Downing Street - UK Government — CC BY 2.0 (Wikimedia Commons)

ตั้งเป้าการค้า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ตั้งคณะกรรมาธิการการค้าร่วมครั้งแรก

หัวใจของการเยือนครั้งนี้อยู่ที่ตัวเลขทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันมูลค่าการค้าระหว่างไทยกับอินโดนีเซียอยู่ที่ราว 1.7-1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ฝั่งไทยส่งออกไปอินโดนีเซียราว 9,460 ล้านดอลลาร์ในปี 2567 ขณะที่อินโดนีเซียส่งออกมาไทยราว 7,720 ล้านดอลลาร์ในปี 2568) ภายใต้แผนยุทธศาสตร์ใหม่ ทั้งสองประเทศตั้งเป้าดันตัวเลขนี้ขึ้นไปแตะ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 หรือเพิ่มขึ้นราว 15-20% ในเวลาไม่ถึง 5 ปี

เพื่อให้เป้าหมายนี้เป็นจริง ทั้งสองรัฐบาลตกลงจัดตั้ง "คณะกรรมาธิการการค้าร่วม" (Joint Trade Commission) ซึ่งถือเป็นกลไกทวิภาคีด้านการค้าอย่างเป็นทางการกลไกแรกในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ไทย-อินโดนีเซีย มีหน้าที่มองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และแก้ไขอุปสรรคทางการค้าที่มีอยู่ระหว่างกัน นอกจากนี้ยังมีการหารือเรื่องกรอบการชำระเงินด้วยสกุลเงินท้องถิ่น (Local Currency Transaction) เพื่อลดความผันผวนจากอัตราแลกเปลี่ยน และการเปิดตลาดสินค้าฮาลาลร่วมกันสู่ตลาดภูมิภาคและตลาดโลก

ประธานาธิบดีปราโบโวกล่าวในการแถลงข่าวร่วมว่า "ความร่วมมือทางเศรษฐกิจยังคงเป็นเสาหลักสำคัญของความสัมพันธ์ทวิภาคีของเรา เรามั่นใจว่าเป้าหมายการค้า 2 หมื่นล้านดอลลาร์ภายในปี 2573 นั้นเป็นไปได้" ขณะที่นายกรัฐมนตรีอนุทินตอบรับว่า "เราเห็นตรงกันว่าไทยกับอินโดนีเซียมีศักยภาพมหาศาลที่จะเพิ่มปริมาณการค้าและการลงทุนระหว่างกัน"

Prabowo Subianto ประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ภาพ: Ministry of Defence of the Republic of Indonesia (Kementerian Pertahanan Republik Indonesia) — Public domain (Wikimedia Commons)

ความมั่นคงทางอาหาร พลังงาน และเศรษฐกิจดิจิทัล

นอกเหนือจากตัวเลขการค้า แผนยุทธศาสตร์ 2569-2573 ยังครอบคลุมความร่วมมือรอบด้าน โดยเฉพาะด้าน ความมั่นคงทางอาหาร ทั้งสองประเทศตกลงยกระดับความร่วมมือด้านเทคโนโลยีการเกษตร การแปรรูปอาหาร และความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางความผันผวนของสภาพภูมิอากาศและราคาสินค้าเกษตรโลก

ด้าน พลังงาน สองประเทศจะร่วมกันผลักดันผ่าน "เวทีพลังงานไทย-อินโดนีเซีย" (Indonesia-Thailand Energy Forum) โดยเน้นเรื่องความมั่นคงทางพลังงานและการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ส่วนด้าน เศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือด้านเทคโนโลยีดิจิทัลระหว่างกัน ต่อยอดจากที่ไทยกำลังก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์และ AI ของภูมิภาคอยู่แล้ว (อ่านเพิ่มเติม: ลงทุนต่างชาติไทยพุ่ง 80% ดาต้าเซ็นเตอร์-AI นำทัพ)

ความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารก็ถูกหยิบยกขึ้นมาเช่นกัน โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องขยายการฝึกร่วมทางทหารและโครงการแลกเปลี่ยนบุคลากร ซึ่งสอดคล้องกับภูมิหลังทางทหารร่วมกันของทั้งสองผู้นำ

เปิดเที่ยวบินตรงใหม่ กรุงเทพฯ-จาการ์ตา และเดนปาซาร์-ภูเก็ต

หนึ่งในผลลัพธ์ที่จับต้องได้ทันทีสำหรับนักเดินทางคือการเปิด เส้นทางบินตรงใหม่ 2 เส้นทาง ระหว่างไทยกับอินโดนีเซีย ได้แก่ กรุงเทพฯ-จาการ์ตา และเดนปาซาร์ (บาหลี)-ภูเก็ต โดยสายการบิน TransNusa จะเริ่มให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ-จาการ์ตาวันละ 2 เที่ยวบินตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป

ประธานาธิบดีปราโบโวระบุว่าเส้นทางบินใหม่นี้จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชน (people-to-people) ให้แน่นแฟ้นขึ้น ขณะที่ทาง TransNusa แสดงความมั่นใจว่าเส้นทางใหม่จะช่วยเพิ่มการเดินทางไปมาหาสู่กัน กระตุ้นทั้งภาคเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว และหนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมการบินทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เครื่องบินโดยสารเตรียมเดินทางไกล เชื่อมสองประเทศ ภาพ: Md Shaifuzzaman Ayon — CC BY-SA 4.0 (Wikimedia Commons)

สำหรับคนไทยที่วางแผนจะใช้เส้นทางบินใหม่นี้ไปเที่ยวบาหลีหรือจาการ์ตา การทำประกันการเดินทางต่างประเทศไว้ล่วงหน้าก็ยังเป็นเรื่องที่ควรพิจารณา โดยเฉพาะช่วงที่เส้นทางบินใหม่เพิ่งเปิดให้บริการและตารางบินอาจยังไม่นิ่ง

ก้าวต่อไป: ธุรกิจสองชาติจับมือ เตรียมสู่ประธานอาเซียนปี 2571

ในวันที่ 4 สิงหาคม อนุทินเข้าร่วมพิธีเปิดงาน "ธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย" (Thailand-Indonesia Business Forum) ซึ่งจัดโดยหอการค้าอินโดนีเซีย (KADIN) ร่วมกับหอการค้าไทยในอินโดนีเซีย เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจของสองประเทศและมองหาโอกาสการค้า-การลงทุนเพิ่มเติม ก่อนจะเข้าพบหารือที่สำนักเลขาธิการอาเซียน (ASEAN Secretariat) และพบปะภาคเอกชนเพิ่มเติม ก่อนเดินทางกลับไทย

การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังไทยเพิ่งเจรจาต่อรองมาตรการภาษีนำเข้ากับสหรัฐฯ (อ่าน: ไทย-สหรัฐฯ เจรจาการค้า) สะท้อนบทบาทเชิงรุกด้านการทูตเศรษฐกิจของไทยบนเวทีโลกในช่วงนี้ นอกจากนี้ยังถูกมองว่าเป็นการปูทางสำหรับบทบาทของไทยในเวทีภูมิภาค เนื่องจากไทยมีกำหนดรับตำแหน่งประธานอาเซียนในปี 2571 (2028) การกระชับความสัมพันธ์กับอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศสมาชิกอาเซียนที่มีประชากรมากที่สุดในภูมิภาค (ทั้งสองประเทศรวมกันมีประชากรกว่า 350 ล้านคน) จึงถือเป็นก้าวสำคัญในการเตรียมความพร้อมด้านการทูตและเศรษฐกิจของไทยล่วงหน้า

ข้อมูลสำคัญโดยสรุป

  • วันที่เยือน: 3-4 สิงหาคม 2569 (ครั้งแรกในรอบ 15 ปี)
  • สถานที่: ทำเนียบประธานาธิบดี (Istana Merdeka) กรุงจาการ์ตา
  • เป้าหมายการค้า: 2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 (จากปัจจุบันราว 1.7-1.8 หมื่นล้านดอลลาร์)
  • กลไกใหม่: คณะกรรมาธิการการค้าร่วม (Joint Trade Commission) ครั้งแรกในประวัติศาสตร์
  • เส้นทางบินใหม่: กรุงเทพฯ-จาการ์ตา (เริ่ม 6 ส.ค. 2569) และเดนปาซาร์-ภูเก็ต

ความคืบหน้าของแผนยุทธศาสตร์นี้ รวมถึงผลลัพธ์จริงจากคณะกรรมาธิการการค้าร่วมและงานธุรกิจไทย-อินโดนีเซีย น่าจะเห็นความชัดเจนมากขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ซึ่งจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่าคำมั่นสัญญาครั้งนี้จะเปลี่ยนเป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้จริงสำหรับภาคธุรกิจและประชาชนทั้งสองประเทศหรือไม่ อย่างที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายย้ำไว้ตลอดการเยือน

แหล่งข่าว

คำถามที่พบบ่อย

มูลค่าการค้าไทย-อินโดนีเซียปัจจุบันเท่าไหร่ เทียบกับเป้าหมายใหม่?
ปัจจุบันการค้าทวิภาคีอยู่ที่ราว 1.7-1.8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ขณะที่เป้าหมายใหม่ภายใต้ยุทธศาสตร์ 2569-2573 คือ 2 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นราว 15-20% ภายใน 4-5 ปี
เที่ยวบินตรงกรุงเทพฯ-จาการ์ตาเริ่มบินวันไหน?
สายการบิน TransNusa เริ่มให้บริการเส้นทางกรุงเทพฯ-จาการ์ตา วันละ 2 เที่ยวบิน ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2569 พร้อมเปิดเส้นทางเดนปาซาร์ (บาหลี)-ภูเก็ตเพิ่มเติมด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

OTOP ประทีปไทย 2569 ยอดขายพุ่ง 92 ล้านใน 1.5 วัน เป้า 770 ล้านไทย
เศรษฐกิจ

OTOP ประทีปไทย 2569 ยอดขายพุ่ง 92 ล้านใน 1.5 วัน เป้า 770 ล้าน

งาน "ศิลปาชีพ ประทีปไทย OTOP" 2569 ที่เมืองทองธานี ยอดขาย 1.5 วันแรกทะลุ 92.5 ล้านบาท เป้ารวม 770-800 ล้านบาท คืนชุมชนทั่วไทย ถึง 16 ส.ค.

อ่านข่าว
สหรัฐเก็บภาษี 12.5% สินค้าไทย ไทยเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าหวังลดเหลือ 10%ไทย
เศรษฐกิจ

สหรัฐเก็บภาษี 12.5% สินค้าไทย ไทยเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าหวังลดเหลือ 10%

สหรัฐเรียกเก็บภาษีนำเข้า 12.5% สินค้าไทยตั้งแต่ 24 ก.ค. 2569 อ้างปัญหาแรงงานบังคับ ยกเว้นกว่า 2,120 รายการ ขณะไทยเร่งเจรจา ART หวังลดภาษีเหลือ 10% เท่าเพื่อนบ้าน

อ่านข่าว
ไทยพุ่ง 4 อันดับ ขึ้นที่ 26 ของโลกในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน IMD ปี 2026ไทย
เศรษฐกิจ

ไทยพุ่ง 4 อันดับ ขึ้นที่ 26 ของโลกในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขัน IMD ปี 2026

ไทยขึ้น 4 อันดับสู่ที่ 26 จาก 70 เศรษฐกิจใน IMD World Competitiveness 2026 แรงหนุนจากภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐาน แต่ยังมีโจทย์พลังงานและทักษะแรงงาน

อ่านข่าว